A Free Template from Joomlashack

A Free Template from Joomlashack

แบบสำรวจ

ท่านกำลังใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรอยู่ ?
 

Search

ผู้เข้าเว็บขณะนี้

เรามี 69 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ตอนที่ 16 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 06:43 น.
หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๑๖

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

 

 

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

ยังเป็นกวี นักแต่งกลอน แต่โคลง อ่านแล้วฟังซาบซึ้ง

          ถัดจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเดชพระคุณ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ท่านบริหารกิจการพระศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและทั้งฝ่ายปฏิบัติ ภาษากฎหมายเขาว่า คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ มีหน้าที่จัดการบริหาร ปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ตราเป็นกฎหมายสงฆ์ขึ้นมาเรียกว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และก็จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม คือ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนทั้งการปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน

 

          เจ้าพระคุณ พระมหาเถระรูปนี้ เรียกว่า เป็นพระเถระที่ครบเครื่อง มีทุกอย่าง ถ้าจะพูดถึงสำนวนโวหารของท่าน ท่านเป็นผู้ชำนิชำนาญ นอกจากจะชำนาญในหลักวิชาการทางศาสนาแล้ว ยังเป็นกวี นักแต่งกลอน แต่โคลง อ่านแล้วฟังซาบซึ้ง หลวงพ่อยังจำคำสอนซึ่งเป็นคำกลอยของท่าน ท่านว่าเป็นภาษาอีสาน ท่านบอกว่า

 

          "กัมมัฏฐานโจกแก้วแถวธรรมบ่เตื้องต่อ กัมมัฏฐานพ่อว่อม่ขี้ให้หมู่เหม็น

          เขาก็ลือมันแล้วกัมมัฏฐานหมูเถื่อน ได้อาหารอิ่มท้องนอนมุ้งนั่งธรรม"

          (คำแปล :    กรรมฐานไปที่ไหน พะรุงพะรังขนแต่สิ่งของ ไม่สนใจต่อการประพฤติธรรม

                            กรรมฐานไปโผล่ตรงนี้ตรงนี้และไปประพฤติเสียหานให้หมู่เหม็นเบื่อ

                            คนเขาร่ำลือว่าเป็นพระกรรมฐานจอมปลอมหลอกลวงโลก

                           ฉันอาหารอิ่มท้องแล้วนอนเหมือนหมู ไม่สนใจข้อวัตรปฏิบัติ)

          อันนี้ จำติดตาติดใจ บ่ลืมจักเทือ (สักที)

          อีกอันหนึ่ง ท่านว่า

          "อัศจรรย์ปลาไหลหลดหลาด น่าอนาถหนีหน่ายวังตม ผู้เป็นสมณ์สืบวงศ์บ่มั่ว"

          (คำแปล :    ปลาไหล ปลาหลด ปลาหลาด น่าอนาถถ้ามันเบื่อหน่ายในโคลนตม

                          ผู้เป็นสมณะก็เหมือนกัน ถ้าเบื่อหน่ายในพระธรรมวินัย ก็ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา ไม่สามารถสืบสมณวงศ์ได้)

 

          เพราะฉะนั้น ได้พูดมาถึงตอนที่ว่า เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นพระเถระที่ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ทำหน้าที่สองทาง สอนหนังสือธรรมะ สอนนักธรรม สอนบาลี

 

          สอนจนกระทั่งสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เป็นนักปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม ขนาดขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ พอขยับตัว ขาหัก ยังนั่งเทศน์เฉย เอาซิ จนกระมั่งเทศน์จบแล้ว ไม่ยอมลงธรรมาสน์

 

          "อ้าว พระเดชพระคุณ ทำไมไม่ลงธรรมาสน์เสียที”

          "มันจะลงได้อย่างไรเล่า ขาหักแล้ว"

 

          แสดงว่า คุณสมบัติความเข้มแข็งของจิตใจของนักต่อสู้เช่นเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี่ หาได้ยากที่สุดในโลกนี้

 

 

ทายาทธรรม

นี้คือจุดเริ่มต้นของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน

          ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี้แหละ ท่านมีลูกศิษย์สององค์ องค์หนึ่งคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) ตอนนี้มาแยกสายกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) เป็นผู้ทำธุระในฝ่ายคันถธุระ แล้วลูกศิษย์อีกองค์หนึ่งคือ พระเดชพระคุณ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นี้ ทำหน้าที่เฉพาะฝ่ายปฏิบัติฝ่ายเดียว

 

          พระธุดงค์ในภาคอีสานที่ออกเดินธุดงค์ไปตามหัวเมืองน้อยเมืองใหญ่ ตามป่าตามชนบทเป็นองค์แรกเท่าที่รู้มา คือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วประมาณ ๖ พรรษา ก็มาได้ลูกศิษย์องค์สำคัญ คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นี่เป็นกำลังสำคัญ

 

          ถ้าจะเปรียบเทียบผู้สอนหนังสือ หลวงปู่เสาร์สอนได้เฉพาะแต่ระดับประถมและมัธยม แต่หลวงปู่มั่นสอนถึงระดับมหาวิทยาลัยจนถึงปริญญาเอก ทีแรกหลวงปู่มั่นมาเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่เสาร์ แต่บุญบารมีของหลวงปู่มั่นนั้น บุญวาสนาของท่านมีปฏิภาณรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้ดี แล้วลงผลสุดท้าย ขั้นสมถะ พระอาจารย์เสาร์สอนพระอาจารย์มั่นขั้นวิปัสสนา พระอาจารย์มั่นย้อนกลับมาสอนพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์กลับเป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กลับเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็ยังมีความเคารพต่อกันอย่างสุดซึ้ง ซึ่งหาความเคารพของพระภิกษุสามเณรปัจจุบันนี้มีต่อครูบาอาจารย์นั้น จะเปรียบเทียบอย่างท่านไม่ได้เลย แม้ว่าท่านจะเก่งกว่าอาจารย์ในทางภูมิจิตภูมิธรรม ท่านก็ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน เคารพปรนนิบัติอยู่จนกระทั่งมรณภาพตายจากกันไป อันนี้คือจุดเริ่มของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน

 

          อยู่มาภายหลัง พอมาได้ลูกศิษย์ คือ พระอาจารย์มั่นเป็นกำลังสำคัญ มาภายหลัง พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ไปเรียนหนังสืออยู่ที่วัดสุทัศน์ จังหวัดอุบลราชธานี พอดีในพรรษานั้น พระอาจารย์มั่นไปจำพรรษาที่วัดบูรพาฯ ฦึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน ไม่ทราบว่าเป็นพ.ศ.เท่าใด ทีนี้พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล กับ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เวลาว่างจากเรียนพระอภิธรรม ว่างจากการสอนหนังสือ (เมื่อก่อนนี้ โรงเรียนชั้นประถมนี้อยู่ในวัด) พอตกตอนค่ำก็ไปเฝ้าพระอาจารย์มั่น ไปเรียนกรรมฐาน ไปฟังเทศน์ฟังธรรมพระอาจารย์มั่น ในทางปฏิบัติสมาธิ สมถภาวนา แล้วมาปฏิบัติตาม เกิดผลจิตสงบเป็นสมาธิ มีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข ทั้งสององค์ท่านก็เลยตัดสินใจเลิกเรียนปริยัติธรรม ติดตามพระอาจารย์มั่นไปเป็นลูกศิษย์ เดินธุดงค์ไปทั่วภาคอีสาน

 

 

 

เก็บเล็กผสมน้อยเพื่อพระศาสนา

อันนี้มันเป็นบุญบารมีของพระศาสนาแท้

          หลวงพ่อมาสร้างความเจริญให้วัดนี้โดยอาศัยเก็บเล็กผสมน้อยให้ไวยาวัจกรนำไปฝากธนาคารเก็บไว้เป็นทุนของวัด ขนาดเก็บ ๕ เก็บ ๑๐ นะ เริ่มตั้งแต่สร้างกุฏิด้านหลังก็ประมาณ ๑๕- ๑๖ ปี ที่นี้พอเสร็จแล้วเมื่อวานนี้ ลูกสาวคนหนึ่งมันเป็นคนดูแลผลประโยชน์ มันเอาบัญชีมาให้ดู

          เวลานี้เงินอยู่ในบัญชีมีอยู่ ๒ ล้านเศษ ๆ

          แล้วเงินล้านมันมาได้ยังไง

          ก็พ่อให้หนูไปเก็บทีละเล็กทีละน้อยน่ะ เศษสตางค์ที่เขาทำบุญกับพ่อมา หนูก็เอาไปเก็บเอาไว้แล้วเอาไปฝากธนาคารไว้

          “อันนี้เป็นเงินอะไรหรือลูก”

          ก็เงินส่วนตัวของพ่อนะสิ

          “ถ้าอย่างนั้นก็ยกให้เป็นมูลนิธิของวัดเสียเลยนะ เราหากันใหม่ อันนี้มันเป็นบุญบารมีของพระศาสนาแท้ ๆ”

          เลยยกถวายวัดไป เหล่านี้ได้ ๒ ล้าน ๕ แสนบาท แล้วที่นี้คนรู้ว่าหลวงพ่อเก็บเงินไว้เพื่อวัด เมื่อวานนี้กับวันนี้มีผู้มาถวายอีก ๑ แสน

 

          เมื่อเราทำจริง ดังที่เขาไว้วางใจ เขาก็เลื่อมใส จะเสียเงินสักหมื่นหนึ่งไปทำโน้น ทำนี่มันก็ยาก หลวงพ่อเวลานี้มันไม่ต้องเอ่ยปากอะไรกับใคร เพียงแค่เล่าพฤติกรรมมาเขาก็ศรัทธาแล้ว

 

          ผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ไปโรงพยาบาลบ้าง ไปโรงเรียนบ้าง โรงพยาบาลมหาราชนี้ก็ ๑๐ ล้านไปแล้วล่ะ นี่เวลานี้ก็มาทำอนามัยอยู่ ๒ แห่งก็หมดไป ๕-๖ ล้านแล้ว อนามัยแห่งนี้สร้างเสร็จแต่ยังไม่ได้เปิดใช้ เมื่อไรหนอเขาจะมาทำการก็ไม่รู้

 

          เมื่อวานนี้ก็ขึ้นไปวัดวะภูแก้ว ผู้จัดการบริษัทชีคอน เขาถามว่าอนามัยของหลวงพ่อขาดอะไรอีกไหม ขาดรถยนต์ ๒ คัน จะรับไปพิจารณามาถวาย ก็ไม่ต้องเอาดีเท่าไรหรอกขนาดปิคอัพก็พอแล้ว เอาไว้ใส่คนไข้ฉุกเฉิน เขาบอกว่าเขาจะเอามาถวาย ๒ คัน เฉพาะส่วนตัวนี้ก็มีคนมาถวายรถให้ใช้ตั้ง ๙ คัน แจกเพื่อนแจกฝูงไปใช้ บางคนเขาคิดว่าเขามาถวายรถพระ พระคงต้องการใช้เงินเลยมาขอซื้อก็มี จะขายได้อย่างไร เขามาถวายด้วยศรัทธา เขาเอามาถวายให้พระใช้ แต่เอาไปให้ฆราวาสให้เขาก็ด่าตาย เออ! ถ้าเราคิดว่าเขาทำบุญจริง เราก็ทำบุญส่งเสริมให้เขา มันก็ยิ่งไหลมาเทมา

 

 

 

ดูอย่างหลวงตาบัว

ของมันเกิดที่ตรงไหนก็ทิ้งไว้ที่ตรงนั้นสิ จะเอาไปทำไม

          หลวงตาบัวจะไปมีอะไรสักสตางค์ หลวงตาบัวนะยิ่งจนไม่มีอะไรสักสตางค์ หลวงตาบัวมาเทศน์ทิ้งไว้ที่วัดป่าสาลวัน อาจารย์วัด...มาด้วย นั่งรถมาคันเดียวกัน เขาถวายผ้าห่มแกหอบไป หลวงตาบัวเล่นงานใหญ่ พระนี้ทำขายหน้าขายตา ไม่ให้เดินตามหลังอีกแล้ว ของมันเกิดที่ตรงไหนก็ทิ้งไว้ที่ตรงนั้นสิ จะเอาไปทำไม อดอยากอะไร

 

          หลวงตาบัวไปในกรุงเทพฯ นี้ เขาถวายสิ่งของ ของจะวิเศษแค่ไหนท่านไม่เอามาด้วย ที่มันติดรถมานี้คือเขาฝากเอาไปถวายคุณแม่... นั่นแหละจึงติดรถมา ถ้าเขาถวายส่วนตัวท่าน เวลาท่านไปพักที่ไหนท่านก็จะทิ้งไว้ที่นั้น

 

          ไปเทศน์โรงพยาบาล ไปเทศน์วัด เราจะเอาเงินเอาทองไปช่วยเขาก็คล้าย ๆ กับว่าเราอวดมั่งอวดมี เพราะฉะนั้นสถานที่ดังกล่าวผลประโยชน์มันเกิดขึ้นที่ไหน ทิ้งมันไว้ที่นั่น เรามีแรงมีหัวคือสติปัญญาทำบุญทำกุศลด้วยแรงกายแรงใจ ด้วยหัวคิดสติปัญญา ไม่ต้องแบกหามเอาอะไรมิอะไรของเขา คือเราไม่ไปเบียดเบียนผลประโยชน์ของเขา เพราะเรารู้อยู่ว่าเขาจัดงานขึ้นเพื่ออะไร ทีนี้คนทั้งหลายเขาพากันหา เขาพากันบริจาค เราจะมาแย่งเอาส่วนที่เขาหาได้ก็เหมือนกับว่าเราไม่ให้ความร่วมมือ... เอาสมบัติของเขานี้แหละทำประโยชน์ให้แก่เขา โดยที่เราไม่ไปแบ่งสมบัติของเขาให้มันน้อยลงไป

 

          เราแก่อยู่กับศาสนา แก่อยู่กับวัด อันนี้เป็นการชดใช้หนี้สินวัด เผื่อเราทำอะไรผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่เจตนา แต่ละปี ๆ นี้ หลวงพ่อต้องใช้หนี้วัดไม่น้อยกว่าปีละ ๑ แสน จะทำสำนักงานให้เขาก็ต้องจ่ายไปตั้ง ๑ แสนกว่า ซื้อโต๊ะหมู่ โต๊ะนี้ของหลวงพ่อชื้อทั้งนั้น ตู้ทั้งหมดในกุฏินี้ ๑ แสนกว่าบาท ลงทุนเอง นี้พวกชาวบ้านช่วยกันหาพรมมาปูวิหารนี้ก็ดีแล้ว ให้เขาทำบ้างเราทำคนเดียว เดี๋ยวญาติโยมเขาไม่ได้บุญ

 

 

 

เหมือนน้ำที่เต็มแก้ว

เต็มทั้งคุณธรรม เต็มทั้งวัตถุธรรม

          เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อนี้มีแต่นั่งกินบุญของคนอื่น อยากจะทำบุญอย่างเขาบ้างก็ไม่ได้ทำเพราะมันไม่เต็ม เวลานี้มันเต็มแล้ว ถึงไม่ใช่มหาเศรษฐีแต่มันก็เต็มแล้ว เต็มทั้งคุณธรรม เต็มทั้งวัตถุธรรม ในเมื่อมันเต็มแล้วมันก็ล้นออกมา ล้นออกมาเป็นทุนการศึกษาเด็กยากจนบ้าง เป็นโรงพยาบาลบ้าง เป็นโรงเรียนบ้าง อย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ถ้ามันพร้อมแล้ว มันก็ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่เพียงเอาชื่อไปลงในใบประกาศทอดผ้าป่าเท่านั้นก็ยังได้เงินแสนเงินล้าน นี้ถ้ามันพร้อมแล้ว มันก็ล้นออกมาเป็นประโยชน์สังคมอย่างนี้ แม้แต่เรานั่งอยู่เฉย ๆ มันก็ยังมีประโยชน์ ถ้าหากว่าคนรู้จักเอาประโยชน์จากเรา

 

          ขนาดผีมันไปเข้าสิงคนอยู่จังหวัดภูเก็ต มันยังบอกว่าให้ไปทำสังฆทานกับหลวงพ่อพุธที่โคราชจึงจะหมดเคราะห์ ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อไม่ค่อยได้ไปภูเก็ตเท่าไรนัก ปีละหนก็ยังไม่เคย ไปแล้วมันไปเข้าสิงคน โอ๊ย! เจ้านี่เคราะห์หนัก พวกที่เขาตั้งสำนักทรงนี่แหละ นายคนนี้เคราะห์ร้ายหนักต้องไปทำสังฆทานกับหลวงพ่อพุธที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา อุตส่าห์นั่งเครื่องบินมา มาสังฆทานที่นี่

 

 

 

เลิกสร้างวัดมาสนับสนุนโรงพยาบาล

เลิกสร้างวัดแล้ว จะสร้างโรงเรียน สร้างอนามัย หรือสร้างโรงพยาบาล

          เรื่องสร้างวัดอย่ามาคุยกับเรา เลิกสร้างวัดแล้ว จะสร้างโรงเรียน สร้างอนามัย หรือสร้างโรงพยาบาล หาเครื่องมือให้หมอเขาทำงาน คนไข้เข้าโรงพยาบาลเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ไปรักษาโรงพยาบาล ไข้หวัดใหญ่หาย แต่ไปรับเอาเชื้อโรคอย่างอื่นมา นี่นางพยาบาลมาบ่นให้ฟังนะ ไม่ใช่หลวงพ่อมาคิดเอาเอง

          หลวงพ่อเลยถามว่า

          “ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น”

          “เครื่องมือมันไม่สะอาดหลวงพ่อ”

          “อ้าว! ก็คุณเรียนมาแล้ว ทำไมไม่ทำให้มันสะอาดล่ะ”

       “พวกหนูก็ไม่มีเวลาที่จะทำเอง เพราะวุ่นวายกับคนไข้ คนทำความสะอาดเครื่องมือก็มีแต่ลูกจ้างประจำ ซึ่งไม่มีความรู้อะไร สายยางที่แหย่จมูกคนไข้นี่ เวลาเขาทำความสะอาดเขาก็ไปแกว่งล้างแล้วก็ไปพาดให้แดดมันตากแห้งเอง”

          “ถ้างั้นทำไงมันถึงจะสะอาดพอ”

          “ถ้าได้เครื่องทำความสะอาดแบบอบแก๊ซมันจะปลอดภัยดี”

          “เครื่องหนึ่งมันเท่าไร”

          “สองล้านแปด”

          “เอ้า! ฉันจะซื้อให้เอง”

        “นี่หมอยังบอกว่าโรงพยาบาลเราใหญ่โตมโหฬาร เครื่องเดียวมันไม่พอ ถ้าได้อีกสักเครื่องจะสมบูรณ์”

          หลานสาวมันก็บอกว่า

          “โต๊ะทำฟันมันก็จะพังอยู่แล้ว หนูขอหลวงพ่อสักอันเถอะ”

          “ชุดหนึ่งมันเท่าไร”

         “๗ แสน พวกหนูมีงบอยู่แล้วสามแสน แต่อยากจะได้ ๒ เครื่อง ขอให้หลวงพ่อช่วยสัก ๗๕๐,๐๐๐”

          “เอ้า! ตกลง สั่งเลย”

          นี่กำลังรอจะจ่ายเงินอยู่นี่

 

          เมื่อคืนนี้ลูกสาวมาคุยบอกว่า โรงพยาบาลสว่างแดนดินเขาขอล้านหนึ่ง รีบโอนไปให้เขาเสียลูก เขาจะซื้อคอมพิวเตอร์รายงานผลได้ของคนไข้ เขาอธิบายให้ฟังว่า บันทึกข้อมูลแล้วรายงานไปถึงโรงพยาบาลใหญ่กรมการแพทย์ เขาช่วยกันวิจัยแล้วเขาส่งข้อมูลมาให้เรา เราไม่ต้องเอาคนไข้ส่งโรงพยาบาลกรุงเทพฯ แต่ฟัง ๆ ดูแล้ว มันคือจะได้บุญหลายนะแบบนี้ เลยตกลงซื้อให้เขาชุดหนึ่ง ล้านสอง เงินเอามาจากไหน ลองถามชิ เงินหลวงพ่อไม่อดถ้ามีคนให้ มันเป็นทางผ่าน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ๆ

 

 

 

สงเคราะห์ที่โรงพยาบาล

เวลานี้ก็มารับภาระเครื่องผ่าตัดหัวใจ ๑๖ ล้าน

          ทุกวันนั้นเงินที่หลวงพ่อได้มา มันทะลักเข้าโรงพยาบาลหมด ที่โรงพยาบาลมหาราชนี่ เครื่องวัดหัวใจ ๒ เครื่อง เครื่องละ ๑๗๐,๐๐๐ บาท อันนี้หลวงพ่อก็ซื้อให้ เครื่องตรวจเลือด ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็โต๊ะทำฟัน ๒ ตัว ตัวละ ๗๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเครื่องเอกช์เรย์อีก ๒ เครื่อง เครื่องละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทพอดี ห้องไอ.ชี.ยู โรงพยาบาลมหาราชต้องติดแอร์ หลวงพ่อก็ไปติดให้ เพราะฉะนั้นเงินทั้งที่ได้มาก็อาจไม่ได้สงเคราะห์ลูกศิษย์ลูกหาเลย เพราะว่าหลวงพ่อมีความจำเป็นต้องเอาไปบำเพ็ญกุศล เพราะว่าเอาไปทำโรงพยาบาลนี้ทุกคนได้รับส่วนแบ่ง ใครไปใช้บริการโรงพยาบาลทุกคนได้รับส่วนแบ่ง

 

          เวลานี้ก็มารับภาระเครื่องผ่าตัดหัวใจ ๑๖ ล้าน เมื่อเช้าเขามาบอกว่า เดี๋ยวนี้ได้ ๑๐ ล้านแล้ว ขาดอีก ๖ ล้าน เข้าใจว่าในวันทอดผ้าป่านี้คงจะได้อีก ๖ ล้าน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอให้หมู่เอาใจช่วยกัน นี่เพื่อประโยชน์ของเราเอง เพื่อลูกหลานเราเอง

 

          เครื่องผ่าตัดหัวใจนี้ คนอย่างเราไม่มีปัญญาจ่ายค่ารักษาหรอก ถ้าป่วย ถ้าเป็นโรงพยาบาลหลวงนี้ ต้องมีเงินแสนขึ้นไปจึงจะเข้ารับการรักษาได้ ในประเทศไทย มีโรงพยาบาลมหาราชที่เดียวเท่านั้นที่ผ่าตัดหัวใจไม่ได้อะไรเลยสักแดงเดียว เราช่วยคนไปแล้ว ๑๐ ราย ตู้บริจาคพวกเรา ต้องใช้คำว่าพวกเรา เพราะอยู่ร่วมกัน ได้เงินไปแล้ว ล้าน ๔- ๕ แสน แล้วช่วยไปแล้ว ๑๐ ราย เฉพาะอุปกรณ์ในการผ่าตัดเครื่องใหญ่นี้ใช้อะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีพวกนี้ทำงานร่วมกัน

 

          ที่นี้พวกที่มาทำการผ่าตัดนี้มีแต่คนยากคนจน โรงพยาบาลไม่ได้อะไรเลย แม้แต่ค่าเหนื่อยหมอก็ไม่รับ ลองคิดดูสิว่า โรงพยาบาลเอกชน ถ้าไม่มีเงินแสนก็ไม่มีทาง โรงพยาบาลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลหลวงนี้ ต้องมีเงินระดับแสนขึ้นไป ถ้าเป็นเอกชนก็ร่วมล้าน เพราะฉะนั้นการให้ ให้อะไรมันก็วิเศษหมด

 

 

บารมีแห่งศีล

กลิ่นของศีลมันหอมทวนลมได้

          หลวงพ่อก็ไม่ได้คุยอวดตัวอะไรหรอก มิหนำซ้ำลูกศิษย์ลูกหามันยังไปโฆษณาให้เราเสียชื่อเสียงอยู่ อย่างพวกที่มันถึงความวิบัติมาแล้วหมู่นั้นน่ะ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีคนมาห้อมล้อมอยู่ทุกวัน ถ้ามันดีจริง ๆ แล้ว สีลคนฺโฐ ปฏิวาตเมติ กลิ่นของศีลมันหอมทวนลมได้ แม้เราจะสร้างกำแพงสูงจรดท้องฟ้า ไม่ต้องไปตะโกนเรียกมันดอก มันจะพังกำแพงเข้ามา ถ้าเราดีจริง

 

 

เมตตาลูกหลาน

กาลเทศะที่ควรจะสงเคราะห์อย่างไรเรารู้ของเราเอง

          หลวงพ่อดูอยู่หมด บรรดาพวกที่มาสนิทคุ้นเคย มานับถือว่าหลวงพ่อนั่งเป็นพ่อเป็นแม่ ดูอยู่หมดทุกครอบครัว ควรจะช่วยเหลืออย่างไร ควรจะอนุเคราะห์อย่างไร แต่ว่าครอบครัวใดขี้เหล้าเมายาเล่นการพนัน ไม่สนใจ ครอบครัวใดมีความรักความสามัคคีกัน เอาใจใส่ดูแลสุขทุกข์ลูกเต้าของตนเอง สนับสนุนให้มันมีการศึกษา แม้จะยากจน เราเป็นผู้ใหญ่เราดูเอง เด็กมาทำดีกับผู้ใหญ่ เด็กมันต้องการอะไรผู้ใหญ่เขารู้เอง ไม่ต้องมาร้องมาขอ กาลเทศะที่ควรจะสงเคราะห์อย่างไรเรารู้ของเราเอง

 

 

ปูพื้นฐานการศึกษาให้ลูกหลาน

ลูกหลานชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล มันจะมีการศึกษาขึ้นมาบ้าง

          ปีนี้ (๒๕๓๙) ออกพรรษานี้ หน้ากฐินนี้ หลวงพ่อจึงตัดสินใจจะทอดกฐินวัดพายัพ ประกาศห้ามหมดแล้วว่า ใครอย่ามาคิดทำกฐินในวัดป่าสาลวันนี่ ไปที่อื่น จะขอทำกลิ่นให้วัดพายัพ ทำไปให้ ทำไปวัดพายัพ เจ้าคุณวัดพายัพไปเก็บเอาเด็กน้อยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายให้มาบวชเป็นเณรมีการศึกษา ลูกหลานชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล มันจะมีการศึกษาขึ้นมาบ้าง อาศัยผ้าเหลือง เพราะฉะนั้นพวกผ้าเหลืองเราต้องช่วยกัน ไม่งั้นลูกหลานเรามันจะจมเป็นกรรมกรทาสเขาอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีทางที่จะลืมตาอ้าปากขึ้นมารับความเจริญกับเขาได้เลย ได้แต่มอง ๆ ๆ ดูความเจริญเท่านั้น มองดูแต่ความมั่งมีเขาเท่านั้น แต่มันไม่มีสิทธิที่จะใช้ความเจริญหรือว่ามีสิทธิที่จะมั่งมีศรีสุขได้ เพราะมันไม่มีการศึกษา

 

          ที่นี้เมื่อกุลบุตรกุลธิดาของเราไม่มีการศึกษาดี บ้านเมืองเราจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร มันก็มีแต่จะเป็นเหยื่อของคนฉลาดน่ะซี

 

          เดี๋ยวนี้เด็กบ้านนอกไปเรียนกฎหมายมา มันไปทำอะไร มันไปยุให้พี่น้องเกิดคดีกัน แทนที่มันจะไปคุ้มครองว่าอย่าทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ไร่นาเพียง ๔๐ ไร่ พ่อแม่แบ่งให้แล้ว ใครได้รับเท่าไรก็ยินดีรับไปเท่านั้นเถอะ อย่าเป็นถ้อยเป็นความกันเลย ถ้าเป็นถ้อยเป็นความกันแล้วนา ๔๐ ไร่ นี่ ของใคร ๆ มันจะไปเป็นค่าทนายหมดนะ แทนที่มันจะไปชี้แจงอย่างนั้น มีแต่บอกว่า เอามัน ๆ ๆ พ่อแม่ปู่ย่าไม่ยุติธรรม นี่มันไปกันอย่างนี้ที่มันวุ่นวายกันอย่างนี้

 

 

 

สนับสนุนกิจการคณะสงฆ์

ให้มหานิกาย ๓ ล้าน และให้ธรรมยุต ๒ ล้าน

          หลวงพ่อมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อมีพระองค์ใดที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดที่มีความเข้มแข็ง หลวงพ่อจะหาทุนมาให้ตั้งมูลนิธิคณะสงฆ์จังหวัด หลวงพ่อตั้งให้โคราชแล้ว ๕ ล้าน ให้มหานิกาย ๓ ล้าน และให้ธรรมยุต ๒ ล้าน ท่านก็ได้อาศัยดอกผลจากทุนของหลวงพ่อทำงาน

 

          ทางฝ่ายธรรมยุตเรานี่ วัดที่ห่างไกลมีพระเณรมาก ไม่มีใครสอนนักธรรมได้ดีท่านก็ส่งพระไปสอนอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง...ที่เมืองอุบลฯ นี่เป็นบ้านของปู่ย่าตายาย... เรื่องสร้างวัดสร้างวานี่ หลวงพ่อก็ตั้งใจแล้วว่าจะเลิก ต่อไปก็จะคิดหาทุนให้หมู่ไว้ใช้

 

 

 

ความฟุ่มเฟือย

จีวรนี้ยังไม่เคยขาดเลย ทิ้งเป็นผ้าเข็ดเท้าไปหมด

          คนทุกวันนี้ใช้เสื้อผ้าไม่มีการปะกัน แม้แต่พระเจ้าพระสงฆ์ จีวรนี่ยังไม่เคยขาดเลย ทิ้งเป็นผ้าเช็ดเท้าไปหมด ที่นี้นอกจากตัวเองจะมีความฟุ่มเฟือยแล้ว ยังไปทำให้ผู้อื่นที่เคารพฟุ่มเฟือยไปด้วย อย่างน้ำชาที่ซดอยู่นี่ เรากินอะไรเราก็กินได้ เราไม่ชอบกินน้ำเย็น หาอะไรมาเปลี่ยนรสชาติ น้ำนี่ถ้าต้มไม่ผสมอะไรแล้วบางทีมันก็คาว ๆ ต้องเอาน้ำชามาแก้กัน พอเสร็จแล้วเขาไปหามาแข่งกัน คนหนึ่งไปซื้อชามาถวาย คนที่เคยซื้อของดี ๆ มาถวาย ก็ไปว่าเขา ชาแบบนี้หลวงพ่อท่านไม่ฉันหรอก ท่านฉันห่อละเจ็ดแปดร้อย ลงผลสุดท้ายเราก็เสียคน เป็นพระเลือกกิน ความจริงเราไม่ได้สนใจอะไรนักหนา กินพออยู่ได้

 

          ที่หลวงพ่อต้องซื้อโน่นซื้อนี้ราคาแพง ๆ ชื้อมาดูกิเลสของตัวเอง มาดูคุณค่าของมัน แต่เสร็จแล้วแต่ละอย่าง ๆ ที่ชื้อมาด้วยราคาแพง ๆ มันใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะเราไม่ได้มีอาชีพในทางนั้น เช่นอย่าง กล้องถ่ายรูปนี่ พากันเห่อ ตัวเล็กตัวน้อยสะพายกล้องถ่ายรูปกันเกร่อไปหมด ที่นี้รูปที่ถ่ายไปไม่ทราบว่ามันเกิดประโยชน์อะไรสำหรับเรา เช่นอย่าง นักธุรกิจ นักก่อสร้าง เขาจะทำรายงานเจ้านาย เช่นเขาเป็นหัวหน้าควบคุมการก่อสร้าง เขามีกล้องเอาไว้ฝ่ายงานเป็นระยะ ๆ เพื่อประกอบการทำรายงาน

          อย่างหลวงพ่อนี่ มีคนคอยอัดเทปคำพูดหรือคอยถ่ายรูปอะไร มันก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง เวลาเขาจะทำหนังสือ เขามีภาพไปประกอบ เขาก็หาได้ เทปที่อัดคำพูดคำจาอะไรเอาไว้ ผู้ฉลาดถอดออกมา คัดลอกมาแล้วมากลั่นกรองเอามาสร้างเป็นหนังสือหนังหาขึ้นมา

 

 

 

อุบายออมทรัพย์

          ภาษิตอีสานเขาว่า “สิบเบี้ยอยู่ฟากน้ำอย่าโอ้อ่าวคนิงถึง สองสลึงมามือให้รีบกลับมาเอาไว้”

 

          นี่แหละภาษิตนี้แหละที่เอามาสอนหลาน ๆ เวลานี้เก็บเล็กผสมน้อยอย่าประมาท อนาคตของคนเรามันไม่แน่นอน มันแน่นอนแต่สิ่งที่ผ่านมาแล้วกับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการเตรียมพร้อมเอาไว้

 

          ทุกวันนี้เราแก่แล้ว พูดกับลูกกับหลานนี่ ไม่มีคิดเกรงใจมันล่ะ เห็นลูกเห็นหลานมาใกล้ แกทำงานอะไรวะ ทำงานโน่นนี่ได้เงินเดือน ๆ ละเท่าไร ได้สี่ซ้าห้าพัน ข้าขอเดือนละพันได้ไหม บางคนก็ เอ๊ะ ! พระอะไรหน้าด้านมาขอเงินเรา นี่มันไปซุบซิบนินทากัน

 

          ที่นี้พอหลวงพ่อไขความว่า ถ้าใครจะให้ ไปฝากธนาคารเอาไว้ทุกเดือน ๆ ละพัน เงินนี่เป็นเงินของหลวงพ่อที่เธอฝากไว้ หลวงพ่อจะอนุญาตให้ถอนได้ต่อเมื่ออายุของเธอครบ ๖๐ ปี

          คนที่เข้าใจ ไปปฏิบัติตาม ประเดี๋ยวเอาบัญชีมาอวด

          หลวงพ่อคะ หนูได้เงินตั้งหลายหมื่นแล้ว

          เออ! เก็บไว้ลูก อย่าไปถอน

          มาวันหลัง

          “หลวงพ่อ แม่หนูขอเงิน”

          “เออ..ถ้าแม่ขอท่านจะเอาเท่าไรยกให้ท่านหมดเลย ประเคนให้หมด แต่ว่าคนอื่นขออย่าไปให้นะ เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ใช้เงินจำนวนนี้ เมื่อให้แม่หมดแล้ว เราเริ่มต้นใหม่ก็แล้วกัน”

          นี่ถ้าใครเชื่อแล้วปฏิบัติตาม อย่างที่หลวงพ่อว่านี่ เมื่อเราแก่มาจะไม่ยากจน ทันทีเราฝากเดือนละพัน ๆ สมมุติว่าปีนี้อายุเราไม่เกิน ๓๐ ปี เราเก็บ ๆ ๆ จนกว่าจะอายุ ๖๐ ปี มันได้หลายตังค์ เงินในธนาคารไม่ใช่มันจะอยู่เฉพาะต้นทุนเสียเมื่อไร ปีหนึ่งมันออกดอกมาให้ทุกปี ทบต้นเข้าไปด้วย

 

          หลวงพ่อมาสร้างความอุ่นหนาฝาคั่งให้วัดนี้ โดยเก็บเล็กผสมน้อย ให้ไวยาวัจกรไปฝากธนาคารไว้เป็นทุนของวัด

 

 

 

รดน้ำมนต์ทำไม

เป็นเครื่องเตือนใจผู้รับว่า ให้ทำใจให้เย็น ๆ เหมือนน้ำ

          มีโยมผู้หญิงแก่คนหนึ่ง มาถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ลูก ก่อนจะกลับได้กราบเรียนขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ เมื่อหลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้ว เธอได้เรียนถามว่าขึ้นมาว่า

 

          “หลวงพ่อช่วยอธิบายหน่อยซิคะว่าเรารดน้ำมนต์ทำไม มีคนเขามาถาม หลวงพ่อช่วยบอกคำตอบให้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

 

          หลวงพ่อให้คำตอบเขาไปทันทีว่า

 

          “ก็รดให้เย็น เพราะน้ำมันเย็น พอถูกตัวก็เกิดความเย็น เป็นเครื่องเตือนใจผู้รับว่า ให้ทำใจให้เย็นเหมือนน้ำ”

 

          ผู้ฟังเสริมว่า

          “นึกว่ารดน้ำมนต์แล้วจะปรารถนาอะไรก็ได้ ที่แท้ก็ต้องทำด้วยตัวเองใช่ไหมเจ้าคะ”

          “นั่นแหละ ”

 

 

 

ระวัง! จิตใต้สำนึก

อุ๊ย! พระวัดนี้ เดี๋ยว..มันก็ได้ฆ่ากันตายภายในพรรษา

          นี่มันแปลกอยู่ หลวงพ่อก็ยังข้องใจ เอ๊! เราจะบาปหรือเปล่า ไปเทศน์ในป่าโน้น เมืองลพบุรีในภูเขาโน้น ขากลับไปแวะไหว้พระพุทธบาท พอไหว้พระพุทธบาทเสร็จแล้วก็ไปเดินดูสวนดอกไม้อะไรที่เขาทำเอาไว้ มีพระองค์หนึ่งโผล่ออกมา

 

          “ท่านจะดูอะไรทำไมไม่ขออนุญาตผม บวชมาจนหัวหงอกแล้วไม่รู้หรือวินัย”

          เอ้า! เราอุตส่าห์ถ่อมตัวลงมาดูสวนให้ แล้วยังมาว่าเราอีก พอเสร็จแล้วก็กลัวมันจะเกิดเรื่อง เพราะหมอท่าทางนักเลง เราก็ยกมือไหว้

 

          “โอ้ย! ขอโทษทีเถอะครับ ผมผิดไปแล้ว”

 

          ก็เดินหนี พอเดินมา พอนั่งรถจะกลับเข้าไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นไปพักอยู่ในกรุงเทพฯ จิตใต้สำนึกมันพรวดขึ้นมา อุ๊ย! พระวัดนี้เดี๋ยวมันก็ได้ฆ่ากันตายภายในพรรษา ยังไม่ออกพรรษาเลย สมภารถูกยิงตาย สมภาร.....นี่แหละ จึงได้คติว่า โอ้! นักภาวนานี่ให้ระวังจิตใต้สำนึก แต่มันพรวดขึ้นมาแล้วมันรั้งไม่อยู่

 

 

 

พระธาตุเสด็จ

อุ๊ย! พระธาตุเสด็จ มองไปผ้าขาวที่เขาปูไว้ขาวโพลงเป็นแห่ง ๆ

          พระธาตุเสด็จมานี่ ถ้าใครไม่เจอแล้วไม่ยักกะเชื่อ หลวงพ่อไปเทศน์ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ พอเทศน์จบแล้ว เขาเอากัณฑ์เทศน์มาถวาย ผู้อำนวยการบอกว่า

 

          อุ๊ย! พระธาตุเสด็จ

 

          มองไปผ้าขาวที่เขาปูไว้ขาวโพลงเป็นแห่ง ๆ หลวงพ่อทักเขาว่า คุณเอามาโปรยไว้หรือเปล่า มันเป็นไปได้อย่างไร ตอนไปนั่งทีแรกมองดูแล้วก็ไม่มีอะไร พอเทศน์จบแล้ว พระธาตุมากันเต็มเลย คนแย่งกันเก็บ จึงได้แน่ใจว่า อ้อ! ที่เขาว่าพระธาตุเสด็จมาหาเขานี่มันเป็นจริง สิ่งที่มาเองนี่จะเป็นอะไรก็ได้ เราจะรู้ว่าเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรก็เก็บไว้ มันเป็นของแปลก

 

 

 

เมตตารักษาโรค

ลูกผมป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต ดิ้นรนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

          วันหนึ่งเมื่อปีสองปีมานี้มีเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต พ่อเขาโทรมาหาหลวงพ่อเวลาตีสอง พอได้รับโทรศัพท์ก็ถามเขาว่า

 

          “คุณมีธุระรีบด่วนอะไร”

          เขาก็บอกว่า

        “กราบขออภัยอย่างมากที่รบกวนดึกดื่นเที่ยงคืน ลูกผมป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต ดิ้นรนกินไม่ได้นอนไม่หลับสามวันสามคืนแล้ว ขอหลวงพ่อเมตตาช่วยลูกผมด้วย”

          หลวงพ่อบอกว่า

          “คุณวางหูเดี๋ยวนี้ ฉันจะทำเดี๋ยวนี้แหละ”

          พอเสร็จแล้วก็กำหนดจิตแผ่เมตตา ทำอยู่ประมาณสัก ๒๐ นาที่ เดี๋ยวเขาโทรศัพท์มาอีก เขาก็บอกว่า

          โอ้ย เป็นพระเดชพระคุณอย่างล้นเหลือ ลูกผมนอนหลับสบายแล้ว

          พอออกพรรษาเข้าไปกรุงเทพฯ เขาก็พามาให้ดู หายแล้วก็อ้วนพีขึ้นมา อันนี้เป็นตัวอย่างที่แก้ปัญหาข้อข้องใจว่า เราเมตตาให้ส่วนกุศลคนเป็นนี้ได้รับหรือไม่

 

 

 

วิญญาณภูตผีปีศาจ

บุญกุศลสิ่งใดที่ข้าบำเพ็ญมาด้วย กายวาจาจิต จงหนุนวิญญาณวิถีของเจ้า

          ประสบการณ์อีกอันหนึ่งซึ่งน่าจะได้รับได้รู้เอาไว้ ตามความนับถือของพวกชาวพุทธเราโดยส่วนมาก ถ้าหากว่าวิญญาณภูตผีปีศาจมันมาเข้าสิงผู้สิงคน เขามักจะหาหมอเวทย์มนต์คาถาอาคมมาขับไล่ ที่นี้ วิญญาณผีบางตนนี่มันไม่กลัวเวทย์มนต์ แต่มันกลัวความดี

 

          เมื่อไม่นานมานี้ มีวิญญาณเข้าสิงคน เขาเอาหมอที่ไหนมาขับมาไล่ มันก็ไม่ยอมออก มันบอกว่ามนต์ไม่กลัว กลัวแต่ความดี แล้วในที่สุดเขาก็ต้องพามาหาหลวงพ่อ พอมาถึงหลวงพ่อก็ว่า

 

          “อุ๊ย! หลวงพ่อกับผู้อื่นพูดไม่รู้เรื่องกัน ไปหาหลวงตามี ไป”

 

          เขาก็พาไปหาหลวงตามี พอไปถึงหลวงตาก็ท่องมนต์ขับไล่มันทันที พอหลวงตามีขึ้นมนต์บทไหน มันก็ขึ้นตอนท่องไปก่อนทุกบทเลย จนกระทั่งหลวงตามีไม่มีมนต์จะท่องแข่งมัน มันก็ชี้หน้าด่าเอา

 

          “หมดภูมิแล้วหรือ มีบทไหนที่จะมาท่องแข่งกันอีก ลำพังหมอไสยศาสตร์เรียนมาพอแรงแล้ว จะให้ท่องอยู่นี้สามวันสามคืนไม่จบ ไม่กลัวหรอก กลัวแต่ความดี”

 

          ที่นี้เมื่อหลวงตามีไล่ไม่ออก ก็พามาหาหลวงพ่ออีก พอมันมา หลวงพ่อก็เทศน์ให้ผีมันฟัง

 

          “นี่เจ้าเป็นวิญญาณภูตผีปีศาจร้าย เข้ามาสิงมนุษย์ ทำให้จิตใจเขาไม่เป็นปกติ ไม่เป็นอันทำมาหาเลี้ยงชีพ เจ้ากำลังสร้างบาปกรรม จะลงนรก เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วยังไม่พอใจหรือ ยังจะสร้างบาปกรรมเป็นผีนรกอีก มันยิ่งทุกข์หนักยิ่งกว่านี้นะ หรือว่าเจ้าทำผิดอะไรต่อข้า ข้าอโหสิกรรมให้หมด ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม บุญกุศลสิ่งใดที่ข้าบำเพ็ญมาด้วยกายวาจาจิต เข้าขอประมวลมาเป็นพลวปัจจัย หนุนส่งวิญญาณวิถีของเจ้าให้พ้นจากทุกข์ เจ้าจงอนุโมทนาเอาบุญจากข้าเสีย”

 

          พอขาดคำผีออกทันที ก่อนหน้านั้นมันยังคุยบอกว่า

 

          มนต์ไสยศาสตร์เรียนมาพอแรงแล้ว ทีแรกเมื่อก่อนนี้ก็เคยทำสมาธิภาวนาท่องมนต์ไสยศาสตร์ จิตสงบ สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เหมือนกัน แต่ตอนจะตาย พอรู้ว่าตัวจะตายก็กำหนดจิตเข้าสมาธิ บริกรรมภาวนาบทมนต์ที่ครูบาอาจารย์สอน เสร็จแล้วจิตมันก็สงบนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานเหมือนกัน พอวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ มันมืดมนไม่มีทางไป ทีแรกมันก็สว่าง ๆ ๆ พอใจขาดวิญญาณออกจากร่างมืดมิด หาทางไปไม่มี แล้วก็มารู้ตัวเอาเมื่อมาเกิดเป็นผี

 

          แล้วมันบอกว่า

          พระที่ดัง ๆ ในวิชาไสยศาสตร์ทุกวันนี้ อย่าคิดว่าเป็นพระอรหันต์นะ พวกนี้ตายเกิดเป็นผี

 

          อันนี้ลองจำเอาไปพิจารณาดู ดังนั้นเวลาเราท่านทั้งหลายสงสัยว่าที่ไร่ ที่นา ที่บ้านที่ช่องของท่านทั้งหลาย จะมีพวกวิญญาณร้ายมันสิ่งอยู่ มันห่วง ให้พยายามสวดมนต์แผ่เมตตาให้มัน ทำบุญกุศลสิ่งใด ๆ กรวดน้ำอุทิศให้มัน เอาความดีให้มัน ลำพังที่จะเอามนต์เวทย์มนต์คาถาไปขับไปไล่มัน ไม่มีทาง ผีที่มันเข้าสิงคนนี่ โดยมากเคยเป็นคนที่แก่วิชามาแล้ว

 

 

 

เทศน์กัณฑ์สุดท้าย

สิ่งนี้เป็นบาปอย่าทำ นั่นแสดงว่าพระองค์เคยทำบาปตกนรกมาแล้ว

          พระพุทธเจ้าย่อมรู้ว่า พระองค์เกิดในภพนั้นชาตินั้น เพราะบุญอะไร เพราะกรรมอะไร บางทีก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางทีก็เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา อินทร์ พรหม เป็นภูตผีปีศาจก็เคยเป็นมาแล้ว ที่ไปเป็นเช่นนั้นเพราะบุญอะไร เพราะกรรมอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์ที่ว่า สิ่งนี้เป็นบาปอย่าทำ นั่นแสดงว่าพระองค์เคยทำบาปตกนรกมาแล้ว สิ่งใดที่พระองค์สอนว่าสิ่งนี้เป็นบุญทำให้มาก ๆ ทำแล้วจะขึ้นสวรรค์ พระองค์ก็เคยทำบุญอย่างนั้น ขึ้นสวรรค์มาแล้ว การบำเพ็ญฌาน การบำเพ็ญสมาธิ ได้สำเร็จฌานสมาบัติ ได้ไปเกิดเป็นพระพรหม พระองค์ก็เคยบำเพ็ญฌานเกิดเป็นพระพรหมมาแล้ว

 

          เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์ ทุกคำพูดเป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์ ในฐานะที่เราปฏิญาณตนถึงพระองค์ว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ก็หมายความว่า เราจะต้องยกท่านเป็นครูเป็นอาจารย์เรา ยอมตัวเป็นศิษย์ของพระองค์ท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้นลูกศิษย์ที่ปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของครู จึงกลายเป็นลูกศิษย์ที่ดีได้

 

          เพราะฉะนั้น หลักที่เราจะยึดเป็นหลัก ในการที่จะปฏิบัติให้มันเข้าถึงครูของเราเอง เราจะเริ่มต้น ตั้งแต่การเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ว่ากันโดยหลักและวิธีปฏิบัติกันซะเลย มันจะได้จำง่าย ๆ แล้วจะได้นำไปปฏิบัติ เข้าใจว่าชาวพุทธเรามีที่สักการบูชาในบ้านของเราทุกคนทุกครัวเรือน เวลาเราจะปฏิบัติ เรากราบพระไหว้พระสวดมนต์ อรหํ สมฺมา สมฺพุทโธ ภควา สฺวากฺขาโต... สุปฏิปนฺโน... ธูปเทียนไม่จำเป็นก็ไม่ต้องจุดเพราะภัยอันตรายมันจะเกิดอัคคีภัยได้ เพราะความผิดพลาดอาจจะมีได้ ถ้าหากว่าบ้านเรือนของท่านผู้ใดที่มันไม่เหมาะสมที่จะจุด ก็ไม่ต้องจุด ถ้ามีที่บูชา ถ้ามีแจกัน เชิงเทียน กระถางธูป ดอกไม้ใส่แจกัน เทียนปักไว้ที่เชิงเทียน ธูปปักไว้ที่กระถาง อธิษฐานจิตบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ไหว้พระ

 

          อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ ภควา พุทฺธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ กราบทีหนึ่ง

          สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธมฺมํ นมสฺสามิ กราบทีหนึ่ง

          สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฺฆํ นมามิ กราบทีหนึ่ง

          อันนี้เป็นการนมัสการหรือไหว้พระรัตนตรัยตอนต้น

          ที่นี้เพื่อความแน่นอน เรามาน้อมจิตน้อมใจกล่าวคำนอบน้อม

 

          นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ จบ แต่จิตใจน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อไปก็สวดบทสวดมนต์ อิติปิโส ฯลฯ สฺวากฺขาโต ฯลฯ สุปฏิปนฺโนฯลฯ ตามลำดับ พอจบแล้วก็แผ่เมตตา คือเจริญเมตตาพรหมวิหาร

 

 

          ที่นี้หากว่าใครยังไม่เข้าใจในหลักการปฏิบัติสมาธิภาวนา ก็ไม่ต้องไปกังวลอะไรให้มากนัก เพียงแต่ว่ามาอธิษฐานจิต ขอบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงคุ้มครองข้าพเจ้าตลอดทั้งครอบครัว คนเกี่ยวข้องให้มีความสุขกาย สุขใจ แล้วก็มีการสำรวมจิตสวด

 

          อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯลฯ

 

          สวดช้ำ ๆ อยู่วัน เลิกจากสมาธิแล้ว เวลานอน สวดไปจนกว่าจะนอนหลับ ทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน แล้วเราจะได้สมาธิขึ้นมาเอง สมาธิไม่ต้องไปเอาลึกซึ้งถึงขนาดได้ญาณก็ได้ ในเมื่อเราสวดบ่อย ๆ เข้า ให้สังเกตดูจิตของเรา ถ้าหากว่าจิตของเรานี้มีสติสัมปชัญญะ สติ ความระลึก สัมปชัญญะ ความรู้พร้อมอยู่ที่จิต นั้นแสดงว่าคุณของพระพุทธเจ้าได้บังเกิดในจิตของเรา

 

          แล้วให้สังเกตต่อไปว่า สติสัมปชัญญะตัวนี้ ถ้าอยู่ปกติ คือนิ่งอยู่เฉย ๆ มันก็จะรู้อยู่ที่จิต แต่ถ้าหากว่าจิตขยับมีความคิด สติตัวนี้มันจะรู้ ถ้าหากว่าเราลุกขึ้น สติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่ายืน ถ้าเราก้าวเดินไป สติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่า ก้าวเดิน ถ้าเรานั่งลง สติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่า นั่งลง ถ้าเรานอนลง สติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่านอนลง เมื่อจิตของเราพอมีสติรู้อยู่ทุกขณะจิต เราก็มีพุทธะ ผู้รู้อยู่ในจิต คำว่าพุทโธ พุทโธ ที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธนั่นแหละ...

 

          ที่นี้ในเมื่อเรามาเจริญคุณของพระพุทธเจ้าเป็นนิจศีล ประจำทุก ๆ วัน ในเมื่อจิตของเรามีสติสัมปชัญญะ รู้เตรียมพร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา จิตของเราก็เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นเป็นคุณพระธรรม เราก็มีคุณพระธรรมอยู่ในจิตในใจ

 

 

          ที่นี้ผู้มีคุณพระธรรมอยู่ในจิตในใจ จะต้องเป็นผู้มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี แล้วก็จะตั้งใจละความชั่ว ประพฤติความดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ อันนี้เป็นลักษณะของผู้มีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในจิตในใจ

 

 

          เมื่อใจของเรามีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จิตของเราก็มีฤทธิ์มีอิทธิพล เราสามารถที่จะทำธุรกิจการงานอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ด้วยความขยันขันแข็งและด้วยความจริงใจ ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ พากเพียรพยายาม เมื่อคุณธรรมอันนี้มันเกิดขึ้นในจิตในใจแล้ว มันจะเป็นอย่างนั้น สำหรับหลักการภาวนาของบุคคลผู้ยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าหากว่าเราสวดอิติปิโสประจำวันนั้นหลาย ๆ บท วันละ ๑๐๘ จบ ก็ยิ่งดี ในเมื่อจิตของเราได้สมาธิแล้ว เราจะรู้เองหรอกว่า วิธีการภาวนานั้นคือทำอย่างไร

 

หน้าก่อนนี้    หน้าต่อไป


แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2012 เวลา 02:10 น. )
 
 


Joomla 1.5 Templates by Joomlashack