A Free Template from Joomlashack

A Free Template from Joomlashack

แบบสำรวจ

ท่านกำลังใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรอยู่ ?
 

Search

ผู้เข้าเว็บขณะนี้

เรามี 80 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ตอนที่ 14 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 08 มีนาคม 2012 เวลา 05:53 น.
หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย
 

 

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๑๔

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

 


โต้ธรรมกับหลวงพ่อเมตตาหลวง

เทศน์สอนคนให้ละโลภ โกรธ หลง สอนศาสนาผิด

          วันหนึ่งไม่ทราบเราคิดสนุกยังไง ไปหยอกผู้เฒ่า (หลวงปู่เมตตาหลวง)

 

          “หลวงปู่ไปเที่ยวเทศน์สอนคนให้ละโลภ โกรธ หลงสอนศาสนาผิดแล้ว”

 

          “ไอ้บ้า ทั้งหลายเขาสอนให้ละกิเลส โลภ โกรธ หลง ไปเอาที่ไหนมาพูดวะ ว่าสอนให้คนละกิเลส โลภ โกรธ หลง สอนศาสนาผิด ใครสอนเธอมา”

          “ไม่มีใครสอน ผมคิดของผมเอง ไม่มีใครจะไปตั้งใจละกิเลส โลภ โกรธ หลงได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนให้ละกิเลส โลภ โกรธ หลง โดยตรง แต่เวลาท่านพูดไว้ ท่านพูดไว้ในระดับหนึ่ง ที่นี้ในเมื่อใครละกิเลส โลภ โกรธ หลง ยังไม่ได้ ท่านสอนให้ใช้กิเลส โลภ โกรธ หลง ให้มันเกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม”

 

          “เธอมีอะไรเป็นหลักฐาน”

 

          “ศีล ๕ ข้อ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ กิเลส โลภ โกรธ หลงมีในใจ เอาให้มันเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้เกิดทะเยอทะยาน ในความอยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็น สิ่งที่มนุษย์ปรารถนา มีอยู่ ๕ อย่าง ลาภ คือผลประโยชน์ ยศ คือตำแหน่งหน้าที่การงาน สรรเสริญ คือชื่อเสียงอันดีงาม สุขกาย-สุขใจ และ อำนาจ ๕ อย่างนี้ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา แต่การแสวงหาควรจะมีขอบเขต ขอบเขตก็คือ ศีล ๕ ข้อ”

 

          “แล้วเธอมีหลักฐานอะไรมายืนยัน”

 

 

การใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์

คนที่ยังติดอยู่ในโลก ให้แสวงหาผลประโยชน์ทางโลก

          มีทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ ๔ เป็นหลักฐานยืนยัน

          อุฏฐานสัมปทา

          หมั่นขยันในการประกอบธุรกิจการงาน หาผลประโยชน์ นี่คือหลักฐาน คนไม่มีความโลภ ขยันไม่เป็น ทีนี้เมื่อได้ผลประโยชน์มาแล้ว...

          อารักขสัมปทา

          หัดตระหนี่ให้มาก ๆ คนไม่ตระหนี่ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นเศรษฐี ในเมืองพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและอำนาจ

          กัลยาณมิตตา

          สร้างความดีกับเพื่อนบ้าน แต่คนทั้งหลายไปตีความหมายว่าคบมิตรที่ดี แต่หลวงพ่อเปลี่ยนว่า สร้างความดีกับเพื่อนบ้าน ให้เพื่อนบ้านเขารัก เคารพนับถือ บูชา จะได้เป็นกำลังช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สมบัติของเราให้มั่นคง

          สมชีวิตา

 

          เลี้ยงตนเองและครอบครัว ตลอดทั้งบริวารให้มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะ อันนี้คือหลักฐาน ยืนยัน

          เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนธรรมะนี่ พระองค์สอนเป็นขั้นเป็นตอน คนที่ยังติดอยู่ในโลก ให้แสวงหาผลประโยชน์ทางโลก คนมีอินทรีย์แก่กล้า แสวงหาผลประโยชน์ทางธรรม เพื่อสวรรค์ คนที่มีอุปนิลัยสูงแสวงหาผลประโยชน์เพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านสอนไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้

          สัมปรายิกัตถประโยชน์

          ประโยชน์ในภพหน้า คือสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อสวรรค์

          ปรมัตถประโยชน์

          ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน บำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ท่านก็วางหลักเกณฑ์ของท่านไว้ดังนี้ แต่เราไม่เข้าใจคำสอนของท่านเอง ที่ว่าไม่เข้าใจคำสอนนี้ก็เพราะว่า ยังมีคนกล่าวประณามพระองค์ว่า สอนคนให้สันโดษมักน้อย โดยกล่าวตู่ว่า สอนให้งอมืองอเท้า ให้ขี้เกียจขี้คร้าน แต่แท้ที่จริง เราไม่เข้าใจคำสอนของพระองค์ต่างหาก

 

          สิ่งใดที่พระองค์สอนมานั้นนะ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เป็นหลักฐานในคำสอนของพระองค์ พระองค์รู้เรื่องในอดีตชาติของพระองค์ พระองค์เคยเกิดเป็นอะไร เพราะบุญกรรมอะไร ทำบาปสิ่งนี้ตายแล้วตกนรกขึ้นสวรรค์ พระองค์เคยทำสิ่งนี้มาก่อนเราแล้ว ทำบุญสิ่งนี้ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์มา พระพรหมในพรหมโลก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระองค์ได้ปฏิบัติมาแล้ว ได้ลองของมาแล้ว ไฟนรกมันร้อน พระองค์เคยเอาเท้าแหย่มาแล้ว สวรรค์มันเยือกเย็น พระองค์เคยไปสัมผัสกับสวรรค์มาแล้ว

 

          เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์ สิ่งที่เป็นบาปเป็นบุญมันเป็นสิ่งที่ระองค์ได้ลองของมาแล้วทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้า ตื่นขึ้นมาแล้วเทศน์สอนคน ไม่ใช่ชนิดที่ว่านอนหลับแล้วฝันไป ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ทดสอบมาด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นใครยังไม่รู้แจ้งเห็นจริง เชื่อพระองค์เอาไว้ก่อน รับฟังเอาไว้ก่อน อย่าไปหัดลองของเหมือนพระองค์ ลองแล้วเราก็ไม่รู้ อย่างเรา ๆ นี่ไม่รู้หรอก เชื่อพระองค์ว่าเคยลองมาแล้วทดสอบมาแล้วทุกอย่าง

 

 

ในเมื่อเราละกิเลสไม่ได้...

พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ยึดศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติ

          อุบายสำหรับตัดทอนกิเลสความชั่วฝ่ายบาปให้น้อยลงหรือหมดไป คนเรามีความโลภคือความอยากได้ มีความโกรธ เกิดจากความไม่พอใจ มีความหลงในสิ่งที่เราติดพัน ความโลภเป็นกิเลสที่ชั่วช้าลามก เป็นอกุศลมูล เป็นรากเหง้าของอกุศลคือความบาปทั้งปวง พระพุทธเจ้าสอนให้เราละ ละโลภ ละโกรธ ละหลง แต่ถ้าเราละไม่ได้ พยายามหักห้ามจิตใจอย่าให้ประพฤติล่วงเกินศีล ๕ ข้อ ข้อใดข้อหนึ่ง

 

          คือไม่ล่วงเกินในสิ่งที่เป็นบาป เช่น การฆ่า เบียดเบียน ข่มเหง รังแก อิจฉาตาร้อน เป็นต้น อันนี้เราตั้งใจละเอาได้ ละการกระทำ การกระทำที่เราทำด้วยกาย วาจา และคิดด้วยใจ มูลเหตุมันเกิดจากความโลภ ความโกรธ และ ความ หลง

 

          เพราะฉะนั้น ในหลักศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ยึดศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติการกระทำสิ่งใดที่ไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะทำด้วยความโลภ ก็ทำลงไป แต่ขอให้เป็นการทำดี เราใช้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนจิตของเราให้เกิดมีความทะเยอทะยานในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น

 

          สิ่งที่มนุษย์พึงประสงค์มีอยู่ ๕ อย่าง คือ

          ลาภ

          ได้แก่ ผลประโยชน์ คือ ทรัพย์สินเงินทองและวิชาความรู้

          ยศ

          ได้แก่ เกียรติยศ ยศถาบรรดาศักดิ์ เรามียศเป็นนาย มียศเป็นเด็กชาย เราต้องการอยากจะให้ยศของเราสูงขึ้นไป เราต้องใช้ความโลภของเราเป็นเครื่องเตือนใจของเราให้เกิดความทะเยอทะยาน ในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น สร้างความโกรธในสิ่งที่มันจะทำให้เราเสียประโยชน์ และสร้างคุณธรรมให้มาโกรธความโง่ เอาความโลภมากระตุ้นให้เราขยันเรียน เอาความโลภมากระตุ้นให้หมั่นขยันในการฝึกหัด คือขยันในการฟัง การถาม การคิด การขีดการเขียน สุ จิ ปุ ลิ

 

          สุ-ฟัง ปุ-ถาม อะไรไม่เข้าใจ เราถาม ขยันถาม ลิ-ขีดเขียน คือฝึกหัดให้มันคล่องมือ เมื่อเราหมั่นเราขยัน เราเอาความโลภเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจ ขยันฟัง ขยันถาม ขยันเขียน ขยันคิด การถามเป็นอุบายวิธีฝึกหัดปากของเราให้มีความกล้าหาญ ฝึกหัดนิสัยของเราไม่ให้อายครู โบราณท่านกล่าวว่า อายครูไม่ได้ความรู้ อายชู้ไม่ได้อะไร

 

          ถือหลักว่าเราต้องกล่าวอะไรที่เราไม่เข้าใจต้องขยันถาม ฟังแล้วไม่เข้าใจต้องถาม ถามมาแล้วต้องฝึกหัด คือขีดเขียนให้มันคล่องตัว แล้วก็คิดหาอุบายและเหตุผลในการกระทำนั้น ๆ ว่ามันเกิดประโยชน์อะไร เกิดคุณเกิดประโยชน์อย่างไร เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ถ้าเราทำดังที่กล่าวมาแล้ว ได้ชื่อว่าเราใช้ความโลภของเราถูกทาง ใช้ความโกรธของเราถูกทาง เพราะเราโกรธความโง่ โกรธความไม่มีความรู้ ในเมื่อเกลียดหรือโกรธความไม่มีความรู้ ความโง่ เราต้องขยันหมั่นเพียรในการเรียน เอาความโลภเป็นแรงกระตุ้นเตือน

 

          สิ่งที่มนุษย์ปรารถนาในข้อต่อไป คือ ชื่อเสียงอันงาม การสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง หรือชื่อเสียงอันงาม ขยันเรียน มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อย ชายประพฤติเป็นสุภาพบุรุษ หญิงประพฤติตนเป็นสุภาพสตรี เรียกว่าอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เป็นสุภาพชนโดยยึดศีล ๕ เป็นหลัก

 

          ในเมื่อเราประพฤติได้ดังที่กล่าวมา เราก็มีความสุขกายสุขใจ แม้ว่าเราจะปรารถนาวิชาความรู้หรือทรัพย์สมบัตินานัปการ ความมุ่งหมายอยู่ที่ความสุขกายและสุขใจ เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง ๆ มาเป็นคนร่วมโลกเขา เราควรจะพยายามหาความสุขกายสุขใจ ในทางที่ชอบ ด้วยหลักศีลธรรม หลักกฎหมายปกครองบ้านเมือง และหลักเหตุผล จึงจะได้ชื่อว่าปัญญาชนผู้นับถือพระพุทธศาสนา

 

          ประการสุดท้าย คือ อำนาจ ได้แก่ ความเป็นใหญ่ การสร้างอำนาจ เราต้องพยายามสร้างตัวเอง ให้มีอำนาจบังคับตัวเองให้ได้ เวลาขี้เกียจบังคับให้มันเกิดความขยัน เวลามันอืดอาด ลุกยาก นั่งยาก ก็บังคับให้มันคล่องแคล่วว่องไว เวลามันเกิดขี้ขลาด บังคับให้มันเกิดความกล้าหาญในทางที่ชอบ มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ประพฤติอ่อนโยนนอบน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ สุภาพบุรุษเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมแต่มีความเข้มแข็ง เพราะเขามีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดี จึงเป็นผู้มีดีพร้อม เมื่อเขามีดีพร้อม เขามีอำนาจในตัวของเขาเอง เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ สำเร็จปริญญาโท เอก มา ในเมื่อเราไปทำธุรกิจส่วนตัว เราก็มีอำนาจในหน้าที่ของเรา เมื่อรับราชการ เราก็มีอำนาจหน้าที่ตามที่ราชการ มอบหมายให้ เรามีอำนาจที่จะทำอะไรโดยไม่มีใครขู่เข็ญบังคับ เราทำด้วยความพอใจ โดยอาศัยกติกา คือ กฎหมาย ระเบียบ ศีล ๕ เป็นเครื่องประกันความปลอดภัย

 

 

 

เหล็กไหล “เสี่ยงบารมี” (๒๕๓๘)

ประเดี๋ยวภายในสามวันแล้วท่านจะไปอยู่ในดอกบัว

          สิ่งที่หลวงพ่อปรารถนานี่มันสำเร็จหมด ยังเหลือแต่พระนิพพานอันเดียวเท่านั้น อยากได้พระสมเด็จ ท่านก็มาเอง อยากได้เหล็กไหล ก็มาเอง เพราะอาศัยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คนเขาเที่ยวหาจนจะเป็นจะตาย ฆ่ากันตายนับไม่ถ้วน ต้มแกงกัน เขาก็ยังไม่ได้ ตายทิ้งเฉย ๆ หลวงพ่อมีแต่สวดมนต์ก็มีผู้เอามาให้

 

          สิ่งมงคลอีกอย่างที่หลวงพ่อได้มาอย่างประหลาด คือเหล็กไหล ซึ่งได้มาประมาณปลายปี ๒๕๓๘

 

          พระให้มา..ก่อนอื่นเขาให้แต่งขันธ์ ๕ ไปวางไว้หัวเตียง ดอกไม้เขาให้เอาดอกบัว..แต่เอาดอกบัวตูม ดอกบัวบานไม่เอา พอเสร็จแล้วก็เอาไว้หัวเตียง แล้วเขาก็เอาใส่มือให้ พอใส่มือให้ จูงมือไปฝั่งสระ สั่งให้ปาลงในน้ำ

 

          “อ้าว! ทำไม จะให้กันแล้วให้ไปปาทิ้งอย่างนี้ล่ะ”

 

          “เอาเถอะ ประเดี๋ยวภายในสามวันแล้วท่านจะไปอยู่ในดอกบัว”

 

          ทีนี้เราก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เสร็จแล้วเขาก็โทรศัพท์ไป

 

          “หลวงพ่อดูหรือยัง”

 

          “ยังไม่ได้ดู เดี๋ยวจะไปดูเดี๋ยวนี้”

          ไปบีบ ๆ ๆ ดอกบัว บีบไปได้ ๙ ดอก พอดอกที่ ๑๐ เอ้า เป็นก้อนแข็งอยู่ในนั้น พอคลี่ออกมาก็เห็นเลย ดอกบัวไม่มีคลี่ ไม่มีอะไรเลย

 

          โยนลงสระหน้ากุฏินั่นแหละ..เขาให้จัดดอกบัว ๔ ไว้ พอเสร็จแล้วมาอยู่ในดอกบัว ถามเขา ทำไมถึงทำอย่างนี้ เขาบอกว่าเสี่ยงบารมี อย่างนี้มันแน่นอนดี บางทียืนให้เฉย ๆ แล้วบางทีไม่อยู่ หนีไป ถ้าโยนทิ้งแล้วกลับมาอยู่ ต่อไปนี่ไปตกหายที่ไหน ใครเอาไป ต้องกลับคืนมาหาเจ้าของ..แล้วที่เป็นก้อนกลมนี่ไม่ได้เจียระไน ถ้าตัดออกแล้วจะม้วนกลมเข้ามาเอง ถ้าจะอธิษฐานให้เป็นองค์พระก็ได้ ไอ้เราก็เลยบอกว่า

          “เอาไว้ธรรมชาติอย่างนี้ดี”

 

 

พระสมเด็จ (๒๘๓๙)

สมเด็จฯ ไม่ใช่พระที่ไปยึดเอาเวทย์มนต์คาถาอาคม

          หลังจากนั้นประมาณอาทิตย์หนึ่ง (หลังจากได้เหล็กไหล) อยู่ ๆ ไปเปิดตู้ ก็ไปเห็นพระสมเด็จองค์เบ้อเร่ออยู่ในนั้น อ้าว! ท่านมาจากไหน มาอย่างไร คิดหาที่มาที่ไป ไม่มี พระทุกองค์นี่ใครให้มาองค์เล็กองค์น้อยนี่จำได้หมดไม่เคยลืม สรุปแล้วองค์นี้ ท่านเสด็จมาเอง

 

          พระองค์นี้เขาเรียกว่าทรงไกเซอร์ ที่พระองค์ ร.๕ ใส่กระเป๋าเครื่องทรงไป ที่ไปมีปัญหากันกับพระเจ้ากรุงไกเซอร์ กรุงเยอรมัน เป็นพระสหายกัน เจ้ากรุงไกเซอร์นี่..

 

          “เอ้อ..ในฐานะที่เราเป็นพระสหายกันขออะไรสักอย่างหนึ่งได้ไหม”

          “พระองค์จะขออะไรได้หมด”

          ต่างคนต่างขอ

          “พระองค์ขอก่อน”

          ในหลวงเราว่า

          “ขอให้พระองค์ขอก่อนจะต้องการอะไร”

          พระเจ้าไกเซอร์ก็ขอพระแก้วมรกต

          “เอ้า! ยกถวายเลย”

          “เอ้า! ที่นี้เจ้ากรุงสยามจะขออะไร”

          “ขอพระแก้วมรกตคืน”

          “อะไรอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ทำไมมีแสง”

          ก็ควักพระสมเด็จนี่ออกมา

          “เอ้อ! ที่นี้ขอพระสมเด็จองค์นี้นะ”

          ก็เลยถวายไป.. รุ่นนี้ทำไม่มาก สมเด็จโตท่านทำถวาย ร.๕ สำหรับแจกพวกพ่อค้าทองในตลาดเจริญกรุง เยาวราช ที่เขาช่วยพัฒนาบ้านเมือง

 

          ผู้สร้างคือสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านเป็นพระอมตะ แล้วสมเด็จฯ ไม่ใช่พระที่ไปยึดเอาเวทย์มนต์คาถาอาคม เป็นแต่เพียงท่านเอามาเป็นส่วนประกอบของท่านเท่านั้น ท่านเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในเหตุในผล ไม่ใช่ผู้ที่มาท่องมนต์เสกของแจกคนอย่างธรรมดา เวลาท่านจะเสกของท่าน ท่านก็เอามาใช้ เวลาท่านเลิกแล้วท่านก็เข้าสมาธิของท่าน ท่านไม่ได้หลงงมงายในเรื่องหมู่นี้.. ท่านเป็นพระที่ทั้งฉลาด ทั้งตลก และตลกเข้าท่า ตลกคอไม่ขาด

 

          พระสมเด็จในประวัติที่ท่านสร้างพระนี่ ท่านไม่เคยจำหน่าย ไม่เคยขาย มีแต่แจก กรุงเทพฯ เกิดโรคอหิวาต์ ท่านก็ระดมสร้างพระสมเด็จแจก แจกให้เอาไปแช่น้ำกินแก้โรคอหิวาต์ สมเด็จทรงไกเซอร์นี่ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี่ นอกจากจะได้คุณธรรม แล้วยังพลอยได้วัตถุตามหลังมาด้วย เป็นผลพลอยได้

 

ทำไมชอบส่องพระ

          หลวงพ่อส่องพระนี่มีพระองค์หนึ่งมาว่า

          “โอ๊ย หลวงพ่อยังติดพระเครื่อง”

          “ผมคิดว่า ติดพระเครื่องดีกว่าไปติดสาวเด๊”

          อยู่มาไม่นานคนว่าหลวงพ่อนี่สึกไปโค่โร่เลย   สาวมาหลอกให้สึก

 

          ดูพระดีกว่าดูสาว ๆ อันนั้นมันจะไปได้ประโยชน์อะไร มันได้แต่นรก ดูพระนี่มีแต่ได้สวรรค์ท่าเดียว ดูให้มันซึ้ง ๆ ดูให้มันถึงจิตถึงใจ ดูจนกระทั่งพระไปนั่งอยู่ในหัวใจ เพราะฉะนั้นพวกรู้ไม่จริงดอกมันไปเที่ยวหาหมู่ว่างมงายอย่างนั้นอย่างนี้

 

 

วัตถุมงคล

ถ้าขาดศีลธรรมแล้ว จะเก่งจะดีวิเศษสักแค่ไหน ความหมายมันก็ลดคุณค่าลง

          สิ่งที่เราได้มา จิตมันสร้างมโนภาพนึกเอาไว้ก่อนแล้ว ในเมื่อได้มาแล้วก็ต้องมาคอยสังเกตว่ามันมีคุณประโยชน์อย่างไร ทำไมสิ่งนี้เขาจึงแสวงหากันนัก แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไปก็พอจะมองออกว่า เขาแสวงหาเพราะมันเป็นของมีค่า เขามุ่งไปในทางวัตถุ

 

          ที่นี้เราจะดูว่า สิ่งที่เขานิยมชมชอบกันว่าเป็นของมีค่าและแสวงหาถึงกับฆ่ากันตาย ที่เขาแสวงหาเพราะจุดมุ่งของเขาอยู่ที่ราคาค่างวด แต่เราจะดูว่าสิ่งนี้มันมีดีอะไรนักหนา ถ้าเรามีแล้วมันเกิดประโยชน์อะไรสำหรับเรา แต่เมื่อสรุปลงแล้ว มันอยู่ที่ศีลธรรม ของที่เขานิยมชมชอบว่าเป็นของดีวิเศษมันจะเกิดประโยชน์สำหรับผู้ใช้...ศีลธรรมอันดีนั่นแหละเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้สิ่งเหล่านี้มันมีความหมายขึ้น ถ้าขาดศีลธรรมแล้วจะเก่งจะดีวิเศษสักแค่ไหน ความหมายมันก็ลดคุณค่าลง

 

 

จิตหลอก

หลอกให้พระนวกะขุดก้อนหิน กลางคืนก็ขนฟืนมาเผา ขุดลงไปได้วันละคืบ

          อาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งนี่ท่านว่า เอ!.. ในใต้บาดาลนี่มันจะมีอะไร ท่านก็ไปกำหนดจิตพิจารณาดู จิตมันก็หลอก มีพลาญหินเกลี้ยง ๆ เป็นพลาญหินใหญ่ขนาดศาลานี่ (ศาลาพื้นหินอ่อนวัดวะภูแก้ว) ท่านบอกฆ้องใหญ่มันอยู่ใต้นี้ หลอกให้พระนวกะขุดก้อนหินนั้น กลางคืนก็ขนฟืนมาเผา ๆ ๆ ขุดลงไปได้วันละคืบ ๆ ๆ มันก็ไม่ทะลุก้อนหินสักที

 

          หลวงพ่อก็ไปเรียนท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์กิเลสมันหลอกน่า มันไม่มีหรอกฆ้อง ลงผลสุดท้ายก็ขุดไม่ทะลุ ก็เลยไม่เจอฆ้อง

          พวกไปภาวนาอยู่ในป่าในเขา บางทีมันมีถ้ำอยู่ที่สูง ๆ ข้างหน้ามันเป็นเหวลงไป ไปภาวนาแล้วใจมันมีกิเลส อยากได้แก้ววิเศษบ้าง อยากได้อะไรบ้าง ที่นี้พอภาวนาไปแล้วมันจะมีแก้วเป็นแสงลอยมาใกล้ ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็มาคลอเคลียอยู่นั่นแหละ พอเอื้อมมือไปจับมันก็กระโดดหนีไป พอไล่มันไป มันก็กระโดดไป ๆ ๆ มันหลอกให้ไปตกเหวตายนับไม่ถ้วน

 

          เพราะฉะนั้น พระธุดงคกรรมฐานที่ไปอยู่ในป่าในดง พวกแสวงหาของวิเศษ เพชรนิลจินดา หรือเหล็กหลงเหล็กไหลไปตายกันเยอะแล้ว

 

          คือว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าพูดถึงว่ากฎหมายปกครองบ้านเมืองในปัจจุบันนั้นมันไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน ประเทศอินเดีย พระเจ้าแผ่นดินองค์ใดนับถือพระศาสนา ท่านจะประกาศว่า ดินก็ดี น้ำก็ดี ภูเขาเถาวัลย์ก็ดี ทรัพยากรในอาณาจักรของเรา ขอยกถวายพระศาสนา พระสงฆ์ ถ้าอย่างในเมืองไทยเรานี่มีกฎหมายพิทักษ์ธรรมชาติ ทรัพยากรในผืนแผ่นดินอันนี้ ใครจะไปเอามาต้องขออนุญาตเสียภาษี ถ้าพระไปแสวงหาทรัพย์ในดินสินในน้ำ แม้แต่โบราณวัตถุในเจดีย์เก่า ๆ ร้าง ๆ อะไรพวกนี้ พระจะเอาไปไม่ได้ มันผิดกฎหมาย

 

          สิ่งที่มันผิดกฎหมายก็ผิดวินัย เมื่อสิ่งที่ผิดวินัย พระไปละเมิดวินัยมันก็เกิดวิบัติ

 

 

 

สร้างทำไมนักหนาถาวรวัตถุ

ตามหลักพระพุทธศาสนามันก็ไม่ขัด แต่มันขัดกับกาลสมัย

          การสร้างถาวรวัตถุใหญ่ ๆ สร้างเจดีย์ สร้างวิหารใหญ่ ๆ ถ้าจะพูดตามหลักพระพุทธศาสนามันก็ไม่ขัด แต่มันขัดกับกาลสมัย อันนี้หลวงพ่อเคยพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า คนที่คิดสร้างอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ขึ้นมานี่ คล้าย ๆ กับว่ามีเจตนาที่จะลบล้างของเก่าที่มีอยู่ คือเหมือน ๆ กับว่าจะทำลายของเก่าให้มันสูญพันธุ์ไปเลย แล้วจะสร้างของใหม่ขึ้นมาทับถมแทน

 

          ในเมืองไทยเราในปัจจุบันนี้ เรามีครบอยู่ทุกภาคแล้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีพระธาตุพนม ภาคเหนือก็มีพระธาตุดอยสุเทพ ภาคกลางก็มีพระปฐมเจดีย์ นครปฐม ภาคใต้ก็มีพระศรีมหาธาตุ นครศรีธรรมราช ของเราก็มีสิ่งที่เป็นอนุสาวรีย์ที่รำลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักของพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว

          หลวงพ่อจะไม่ตำหนิว่าท่านดำริผิด หรือดำริถูก เพียงแต่ออกความคิดเห็นว่า การที่จะคิดทำเช่นนั้น มันไม่เหมาะกับกาลสมัย เพราะเราจะต้องทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้ประชาชนพากันอดอยากยากแค้นอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะไปรบกวนประชาชนมากขึ้น ก็ยิ่งจะไปกันใหญ่

 

 

 

เป็นห่วงพุทธศาสนา

ทุกวันนี้ทุนกองกลางของคณะสงฆ์ไม่มีเลย

          สิ่งที่หลวงพ่อยอมรับว่าเป็นบาปหัวใจอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็นึกขึ้นมาทีไรก็นึกว่าตัวบาปอยู่เสมอ คือ ความคิดที่ว่า ศาสนาพุทธเข้ามาสู่เมืองไทย ๒๒๓๘ ปี (นับถึง พ.ศ. ๒๕๔๑) คณะสงฆ์ไทยควรจะมีทุนสำหรับบำรุงพระพุทธศาสนาอิสระเฉพาะคณะสงฆ์อยู่ไม่น้อยกว่า ๒,๒๓๙ ล้าน หรือ ๒,๒๔๑ ล้าน แต่ทุกวันนี้ทุนกองกลางของคณะสงฆ์ไม่มีเลย นอกจากเป็นทุนส่วนของวัด ซึ่งมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พอที่จะทำอะไรได้ จึงมานึกตำหนิว่า ทำไมครูบาอาจารย์ของเราไม่คิดในเรื่องนี้ ถ้าหากเราคิด ตั้งต้นคิดตั้งแต่สมัยศาสนาพุทธเข้ามาสู่เมืองไทยหลังจากปรินิพพานแล้ว ๓๐๓ ปีนี่ เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าคณะสงฆ์จะมีเงินบำรุงศาสนาโดยไม่ต้องไปรบกวนศรัทธาของใครนี่ไม่น้อยกว่า ๒ พันกว่าล้าน แต่นี่เราไม่มีอะไรสักอย่างสักนิดหนึ่ง ที่นี้ส่วนท่านที่คิดจะสร้างเจดีย์ใหญ่โตมโหฬารนี่ ไม่ได้ตำหนิว่าท่านทำผิดหรอก ก็อนุโมทนาด้วย แต่ว่ามันยังไม่เหมาะกับกาลสมัย

 

 

 

การเผยแผ่ศาสนาโดยเหตุผล

ชาวโลกเขาอิ่มทางด้านวัตถุแล้ว จะเอาวัตถุไปล่อไม่สำเร็จ นอกจากเหตุผล

          พระพุทธองค์ทรงสละราชสมบัติหนีจากวัตถุ ออกไปบวชอยู่ตามป่าตามเขา ที่นี้ถ้าเราจะเอาวัตถุมาเป็นเครื่องดึงศรัทธาของชาวต่างชาติ หลวงพ่อว่า มันไม่เหมาะสมและไม่เหมาะสม แล้วก็เป็นไปไม่ได้ด้วย อย่าว่าแต่ชาวต่างชาติ ต่างประเทศ แม้แต่ชาวไทยเราเอง รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมกับสมัยปัจจุบันนี้

          ถ้าเราจะแบ่งขั้นตอนการเป็นไปของศาสนาของเรานี่ ก็มีอยู่ ๓ ประเภท หมายถึงจุดมุ่งหมายของผู้ทำกิจของพระศาสนา คือผู้เผยแผ่

          ๑. ศาสนบุคคล

               เผยแผ่ธรรมะเพื่อให้ได้ความนิยมนับถือจากประชาชน

          ๒. ศาสนาวัตถุ

               เผยแผ่ธรรมะเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ เช่น สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นต้น

          ๓. ศาสนธรรม

            พวกศาสนธรรมนี่ไม่ได้มุ่งผลประโยชน์อะไรทางวัตถุ มุ่งที่จะสอนธรรมะให้คนเข้าอกเข้าใจในธรรมะ แล้วปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถ่ายเดียว

 

          เพราะฉะนั้น นักทำกิจพระศาสนา หรือผู้รับผิดชอบกิจพระศาสนานี่ เมื่อเรามาแยกบุคคลแล้วก็ได้ ๓ ประเภท ทีนี้มาในปัจจุบันนั้น ทางคณะพุทธบริษัทเรา โดยเฉพาะคณะสงฆ์นี่ ท่านเผยแผ่ศาสนาไปเพื่ออะไร เราก็ไม่บังอาจไปวิพากษ์วิจารณ์ท่าน เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่ทางที่ดีที่ชอบนั้น ควรจะเน้นไปในทางศาสนธรรมให้มากที่สุด เพราะว่าโลกสมัยนี้เจริญแล้ววัตถุก็เจริญจนชาวโลกเขาอิ่มทางด้านวัตถุแล้ว จะเอาวัตถุไปล่อไม่สำเร็จ นอกจากเหตุผล

 

          การศึกษาธรรมะนี่ ถ้าเราศึกษากันตามหลักของธรรมชาติ โดยยกพระพุทธเจ้าไปไว้ที่อื่น ยกพระเจ้า พระเป็นเจ้าไปไว้ที่อื่น ตั้งไว้ในฐานะที่เป็นที่เคารพบูชา เป็นหลักจิต หลักใจของแต่ละศาสนา แต่เมื่อเรามาศึกษาธรรมะ เราควรจะได้ศึกษาธรรมะตามกฎของธรรมชาติ ถ้าเรามาเรียนธรรมะตามกฎของธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปอ้างเอาว่าพระเจ้าบันดาล พระพุทธเจ้าบันดาล อะไรทำนองนี้ เราก็จะไปพบธรรมะอันเป็นสัจธรรม แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเคยเทศน์แล้ว ในเมื่อเทศน์จบ พระองค์ก็ยังบอกว่า “อกฺขาตาโร ตถาคตา - พระตถาคตเจ้าเป็นแต่เพียงผู้บอก ใครจะได้ดิบได้ดีต้องลงมือปฏิบัติเอา” ท่านว่ากันอย่างนี้ แล้วพระพุทธองค์ไม่เคยประกาศท้าทายว่า ฉันจะช่วยให้ใครสำเร็จ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคยมี มีแต่ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อย่างเดียวเท่านั้น

 

 

ท้า ๒๐๐ ปี

ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ศพหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเยี่ยวรดได้เลย

          ถ้าพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศไทย จะไปเจริญที่รัสเชีย ตอนนี้รัสเชียเขาก็เริ่มค้นคว้าทางจิตกันมาก แม้ว่าจะมีจุดประสงค์ไว้ใช้ประโยชน์ในทางโลก แต่การทำสมาธิพอถึงจุดหนึ่งจะถึงจุดสันติเหมือนกัน

 

          เขาจะมีความศรัทธาในพุทธศาสนา และเนื่องจากรัสเชียเป็นประเทศมหาอำนาจ เขาจะสามารถเผยแผ่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก คอยดูกัน ถ้าใครอยู่ได้ถึง ๒๐๐ ปีข้างหน้า ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ศพหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเยี่ยวรดได้เลย

 

 

พรรษา ๔๙ (พ.ศ. ๒๕๓๓ )

พรรษาที่ ๕๑ - ๕๔ (พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๓๘ )

จำพรรษา ที่

วัดป่าชินรังสี ตำบลคลองนา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

สร้างวัดป่าชินรังสี

จากบันทึกของนายแพทย์เสรี วรรณไกรโรจน์

“การสร้างวัดนั้นสร้างง่าย แต่การสร้างคนให้เป็นคนดีงามนั้นสร้างยาก”

          หลวงพ่อพุธท่านกล่าวไว้อย่างนี้

          เมื่อปี ๒๕๒๖ พระครูศรีเจตยาภิบาลได้มาหาข้าพเจ้า (น.พ.เสรี วรรณไกรโรจน์) และปรารภว่า อยากจะได้ที่สงบสร้างวัด จึงอยากให้ข้าพเจ้าหาที่สร้างวัดให้ ข้าพเจ้าทราบมาก่อนแล้วว่าพระครูศรีเจตยาภิบาลเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพุธที่ข้าพเจ้ามีความเคารพนับถืออย่างสูง ข้าพเจ้าและคุณจีรพันธ์ พรหมเจริญ และคุณธานี อังณะกูร จึงปรึกษาเห็นว่า ที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีสถานที่ปฏิบัติธรรมน้อย เมื่อมีโอกาสก็ควรจัดหาที่สร้าง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าและคณะจึงได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อพุธ ที่วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจึงรับเป็นผู้อุปถัมภ์วัดที่จะสร้างขึ้นใหม่จนกว่าจะสำเร็จ ทางคณะจึงกราบลาหลวงพ่อมาด้วยความปีติที่หลวงพ่อรับอุปถัมภ์

 

          เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๖ ท่านพระครูศรีฯ พร้อมทั้งพระอีก ๒ รูป ได้มาปักกลดอยู่ในสถานที่ดังกล่าว จำนวน ๙ ไร่

 

          เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงพ่อพุธ พร้อมด้วยพระปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่นอีกหลายรูปได้มาลงเสาเอกกุฏิหลังแรก เป็นกุฏิเล็ก ๆ

 

          วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ คำสั่งกรมศาสนาอนุญาตให้สร้างวัดได้ และได้ปรึกษากันเลือกชื่อวัด เห็นสมควรให้เชื่อว่า วัดป่าชินรังสี เพื่อจะได้พ้องกับชื่อของเจ้าคุณชินวงศาจารย์ (หลวงพ่อพุธ) เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัด

 

          วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ หลวงพ่อพุธได้ส่งพระมาอยู่ ๕ รูป โดยมีพระเพชร เขมงฺกโร เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส และดำเนินการสร้างวัดสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อต่อไป

 

          วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ พระเพชร เขมงฺกโร ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูภาวนาวัชรคุณ” ปกครองมาจนทุกวันนี้

 

          การสร้างโบสถ์และพระวิหารเริ่มเมื่อปลายปี ๒๕๓๔ เสร็จเมื่อปี ๒๕๔๑ ฉลองเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ซึ่งตรงกับวันเกิดหลวงพ่อ ใช้งบประมาณ ๒๐ ล้านบาท

 

 

เป็นพระราชสังวรญาณ

พระราชสังวรญาณแปลว่าอะไร

          ในครั้งที่หลวงพ่อเพิ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระราชสังวรญาณได้ไม่นาน มีพระมาถามว่า “พระราชสังวรญาณแปลว่าอะไร”

 

          หลวงพ่อตอบว่า “แปลว่าความรู้เป็นเครื่องสังวรระวัง ถ้าไม่ระวังจะถูกน้ำร้อนราดหัว”

 

          ลูกศิษย์ “อะไรจะขนาดนั้นครับ”

 

          หลวงพ่อ “ก็จริงนี่ ถ้าไม่ระวังมันจะเกิดบาปเกิดทุกข์ จนเกิดความร้อนรุ่มทั้งกายใจ”

 

 

 

ยศช้าง ขุนนางพระ

การแต่งตั้งให้พระมียศมีศักดิ์ น่าปลาบปลื้มยินดี แต่ไม่ควรตื่น

          ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของท่านทั้งหลาย ที่ได้พร้อมใจกันมาแสดงมุทิตาจิต ในการที่หลวงพ่อได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็นพระราชาคณะชั้นราช เป็นพระราชสังวรญาณซึ่งเป็นนามที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถท่านทรงเลือกเอง

 

          พระสงฆ์ที่ได้เลื่อนแต่งตั้งสมณศักดิ์ในครั้งนี้ ไม่ได้ผ่านมติของมหาเถรสมาคม แล้วก็ไม่ได้มีใครทูลเกล้าฯ ขอ พระองค์ทรงพระเมตตา ทรงพระราชทานมาเอง ท่านจะเลื่อนและแต่งตั้งท่านผู้ใดก็ทรงเลือกเอง มหาเถรสมาคมไม่ได้ลงมติเหมือนอย่างคราวที่แล้ว ๆ มา แล้วก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในวงการของพระพุทธศาลนา

 

          แต่ว่าสมณศักดิ์ของพระเจ้าพระสงฆ์ เทียบเท่ากับบรรดาศักดิ์ของชาวบ้าน ชาวบ้านในสมัยโบราณ ผู้ที่บำเพ็ญความดีความชอบแก่ประเทศชาติบ้านเมืองก็ตั้งบรรดาศักดิ์ให้ ให้เป็นท่านขุน เป็นคุณหลวง เป็นคุณพระ เป็นพระยา ตามลำดับจนกระทั่งถึงสมเด็จเจ้าพระยา อันนี้เขาเรียกบรรดาศักดิ์ แต่สำหรับพระสงฆ์เรียกว่า สมณศักดิ์ พระภิกษุสงฆ์ผู้ประกอบคุณงามความดีทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา ก็มีพระเมตตาแต่งตั้งให้มีสมณศักดิ์เป็นพระครูบ้าง เป็นเจ้าคุณบ้าง เป็นสมเด็จบ้าง อันนี้เป็นยศทางพระ

 

          การแต่งตั้งให้พระมียศมีศักดิ์ ก็เป็นสิ่งที่น่าปลาบปลื้มยินดี แต่ก็ไม่ควรตื่น โบราณท่านว่า ยศช้าง ขุนนางพระ ช้างนี่ตั้งให้เป็นพระยาฉัททันต์ แต่งตัวให้เป็นพระยาช้าง ช้างมันก็รู้สึกว่ามันเป็นช้างอยู่นั่นแหละ พระเจ้าพระสงฆ์ใครจะแต่งตั้งให้เป็นอะไร ในความรู้สึกก็คือผู้เก่า พระสงฆ์องค์เก่านั่นแหละ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

          สำหรับหลวงพ่อเอง โดยปกติแล้วเป็นพระสงฆ์ที่ง่าย ๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไร ใครจะเข้าหาเมื่อไร เวลาไหนก็ได้ ที่ประตูเข้ากุฏิหลวงพ่อไม่มีด่านอรหันต์ ไม่ต้องผ่านใครทั้งนั้น ใครเข้าไปก็ทะลุเข้าไปได้จนกระทั่งถึงห้องนอน ห้องนอนหลวงพ่อไม่มีหวง ใครจะเข้าไปก็ได้ เพราะหลวงพ่อไม่มีสมบัติที่จะให้คนขโมย มีแต่สบง จีวร ถ้าใครจะหยิบก็ไปนุ่งห่มบวชหรือไปบวชลูกบวชหลานได้ก็ยิ่งดี

 

          เพราะฉะนั้นพวกญาติโยมและลูกหลานทั้งหลาย จนกระทั่งศิษยานุศิษย์มาแสดงความยินดีในการที่หลวงพ่อได้รับเลื่อนสมณศักดิ์คราวนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นการส่งเสริมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชินีนาถ จนกระทั่งรัฐบาลผู้บริหารประเทศชาติ อย่าได้นึกว่ามาทำเพื่อหลวงพ่อ ทำเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพัดอันนี้พระองค์ทรงพระราชทานมา ที่เรามาทำสักการบูชา มาแสดงมุทิตาจิต ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมพระบารมีของพระองค์ท่าน ในฐานะที่เราเคารพในครูบาอาจารย์ก็มาแสดงมุทิตาจิตก็เป็นความดีส่วนหนึ่ง

 

          ด้วยอำนาจแห่งคุณงามความดีอันนี้ และด้วยพระบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ บุญบารมีอันใดที่หลวงพ่อได้บำเพ็ญมาด้วยกาย วาจา จิต ขออุทิศเป็นพลวปัจจัยอุดหนุน ส่งวิถีชีวิตของท่านทั้งหลาย ให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ แม้จะปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอำนาจ จงสำเร็จตามปณิธานและความปรารถนาในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

 

 

โยมท้าแสดงฤทธิ์

หลวงพ่อบวชมานานแล้ว แสดงฤทธิ์ได้ไหม

          บางทีมีคนหน้าตาดี ๆ ไปถามว่า

          “หลวงพ่อบวชมานานแล้ว แสดงฤทธิ์ได้ไหม”

          อย่างนี้ก็เคยถูกถามมาแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่า

          “แสดงได้”

          “เอ้า! แสดงให้ดูชิ”

          “เอ้า! ฉันแสดงแล้ว คุณไปหลับหูหลับตาอยู่ที่ไหน”

          เขาบอกว่า

          “เอ้า! ทำไมพระโกหก ไม่เห็นแสดงแล้วบอกว่าแสดง”

          “ก็ฉันแสดงแล้ว อาคารที่คุณนั่งอยู่นี่มันเกิดขึ้นด้วยบุญฤทธิ์ ถ้าฉันไม่มีบุญแล้วใครเขาจะมาสร้างให้ฉันอยู่”

 

          ลงผลสุดท้ายก็เลยจี้ถูกเส้นใจเข้าให้

 

          ความเข้าใจของคนทั้งหลายนี้ การภาวนานี้จะต้องเห็นโน่นเห็นนี่ มีฤทธิ์มีเดชทำโน่นทำนี่ได้ นั่นสิ่งหลอกลวงทั้งนั้น เหมือน ๆ กันกับอาจารย์องค์หนึ่งเคยให้คติสอนใจว่า

 

          “ท่านเจ้าคุณอย่าไปสนใจกับเรื่องเลขหวยเลขเบอร์ อันนั้นคือดอกไม้พญามาร ถ้าเราอยู่ดี ๆ เราภาวนา ๆ ไปแล้วมันจะเป็นตัวเลขมาหลอกเรา ทีนี้ถ้าเราไปหลงติดมัน ทีหลังมันจะหลอกเราอยู่เรื่อย สิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นของจริง”

          ที่นี้ก็เลยถามท่านว่า

          “อย่างเช่นสมมติว่าภาวนาแล้วเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นเมืองนิพพาน ก็ไม่ใช่ของจริงซิ”

 

         มันก็ไม่จริง มันเป็นมโนภาพ มันเป็นของหลอกลวง ถ้าหากหลับตาไปแล้วเห็นเมืองสวรรค์ในมโนภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปเห็นนิพพานในมโนภาพ ไปเห็นเมืองแก้วแล้วเห็นอะไรต่ออะไรแล้ว อ้อ! เรามาถึงเมืองนิพพานแล้ว ต่อไปทีหลังก็ไม่ต้องทำอะไร หลับตาภาวนา นะ มะ พะ ทะ ก็มองเห็นนิพพานมานอนอยู่ นิพพานสบาย แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงมโนภาพเท่านั้น

 

          นิพพาน แปลว่าความดับ มันดับอะไร ดับความยินดี ดับความยินร้าย ดับความอิจฉาตาร้อน ดับความอิจฉาพยาบาท มันดับกิเลสอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ดับกิเลสอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความวุ่นวายในจิตในใจ โลภ โกรธ หลง ความอิจฉาตาร้อน ความอิจฉาริษยา อะไรต่าง ๆ หมู่นี้มันดับกิเลสเหล่านี้ แต่มันไม่ได้ดับความคิด เรานั่งอยู่ในสังคมอย่างนี้ เราอยู่รวม ๆ กัน เราจะมีแต่ความเมตตาปรานี มีแต่ความสงสารซึ่งกันและกัน ความอิจฉาพยาบาทเคียดแค้นคิดทำลายกันมันไม่มี

 

หน้าก่อนนี้    หน้าต่อไป


แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 05:22 น. )
 
 


Joomla 1.5 Templates by Joomlashack