A Free Template from Joomlashack

A Free Template from Joomlashack

แบบสำรวจ

ท่านกำลังใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรอยู่ ?
 

Search

ผู้เข้าเว็บขณะนี้

เรามี 67 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ตอนที่ 5 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 03:55 น.

หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย 

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๕

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

 

หลักสมถวิปัสสนาของหลวงปู่เสาร์

พิจารณากายแยกออกเป็นฐาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

          หลักการสอน ท่านก็สอนในหลักของสมถวิปัสสนา ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนั้น แต่ท่านจะเน้นหนักในการสอนให้เจริญพุทธคุณเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจริญพุทธคุณจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ เมื่อสอนให้พิจารณากายคตาสติ พิจารณาอสุภกรรมฐาน จนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณาธาตุกรรมฐาน ให้พิจารณากาย แยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็พยายามพิจารณาว่าในร่างกายของเรานี้ไม่มีอะไร มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น หาสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี

 

          ในเมื่อฝึกฝนอบรมให้พิจารณาจนคล่องตัว จิตก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นอนัตตาทั้งนั้น จะว่ามีตัวมีตนในเมื่อแยกออกไปแล้ว มันก็มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาไม่มี แต่อาศัยความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิวิญญาณ มายึดครองอยู่ในร่างอันนี้ เราจึงสมมติบัญญัติว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

 

          อันนี้เป็นแนวการสอนของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น และพระอาจารย์สิงห์ การพิจารณาเพียงแค่ว่าพิจารณากายคตาสติก็ดี พิจารณาธาตุกรรมฐานก็ดี ตามหลักวิชาการท่านว่าเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน แต่ท่านก็ย้ำให้พิจารณาอยู่ในกายคตาสติกรรมฐานกับธาตุกรรมฐานนี้เป็นส่วนใหญ่ ที่ท่านย้ำ ๆ ให้พิจารณาอย่างนั้น ก็เพราะว่าทำให้ภูมิจิตภูมิใจของนักปฏิบัติก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณากายคตาสติ แยก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ออกเป็นส่วน ๆ เราจะมองเห็นว่า ในกายของเรานี้ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันเป็นแต่เพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเท่านั้น ถ้าว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตน ทำไมจึงจะเรียกว่าผม ทำไมจึงจะเรียกว่าขน ทำไมจึงจะเรียกว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูก ในเมื่อแยกออกไปเรียกอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

 

          นอกจากนั้น ก็จะมองเห็นอสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยของปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก น่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน แล้วพิจารณาบ่อย ๆ พิจารณาเนือง ๆ จนกระทั่งจิตเกิดความสงบ สงบแล้วจิตจะปฏิบัติตัวไปสู่การพิจารณาโดยอัตโนมัติ ผู้ภาวนาก็เริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของร่างกายอันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณากายแยกออกเป็นส่วน ๆ ส่วนนี้เป็นดิน ส่วนนี้เป็นน้ำ ส่วนนี้เป็นลม ส่วนนี้เป็นไฟ เราก็จะมองเห็นว่าร่างกายนี้สักแต่ว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาไม่มี ก็ทำให้จิตของเรามองเห็นอนัตตาได้เร็วขึ้น

 

          เพราะฉะนั้น การเจริญกายคตาสติก็ดี การเจริญธาตุกรรมฐานก็ดี จึงเป็นแนวทางให้จิตดำเนินก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

 

          และอีกอันหนึ่ง อานาปานสติ ท่านก็ยึดเป็นหลักการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานอานาปานสติ การกำหนดพิจารณากำหนดลมหายใจนั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดี ในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ในเมื่อจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก

 

          ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น วิตกถึงลมหายใจ มีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ค่อยละเอียด ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดลมหายใจก็หายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามีอยู่ก็พลอยหายไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าลมหายใจยังไม่หายขาดไป กายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วทั้งกาย จิตลามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่ แขนซ้าย แขนขวา ขาขวา ขาซ้าย เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด

 

          ในขณะใดกายยังปรากฏอยู่ จิตสงบอยู่ สงบนิ่ง รู้กว้างอยู่ในกาย วิตก วิจาร คือจิตรู้อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย ในอันดับนั้นปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็หายไป จิตกลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน

 

 

ไปเรียนที่วัดสระปทุม

หลวงตาพรนี้แหละส่งหลวงพ่อไปเรียนที่วัดสระปทุม

          ...หลวงตาพรนี้แหละท่านเป็นคนส่งหลวงพ่อไปเรียนที่วัดสระปทุม เวลาหน้าแล้งหยุดเรียนหนังสือ หลวงพ่อก็ขึ้นไปอยู่กับหลวงตาพร อยู่กับหลวงตาพร ๓ ปี ท่านก็ส่งไปวัดสระปทุม ท่านเป็นสัทธิวิหาริกของเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร สัทธิวิหาริกของท่านเจ้าคุณปัญญาฯ ที่ยังเหลือออยู่มี ๒ องค์ คือหลวงพ่อกับกับเจ้าคุณวิริยังค์

 

          ไปอยู่ที่วัดสระปทุม ๒ ปี ๘ เดือน ท่านเจ้าคุณปัญญาฯ เน้นเรื่องการปฏิบัติ...ที่หลวงพ่ออุปสมบทเป็นพระนี้ท่านอาพาธ ท่านให้หลวงพ่อเข้าไปฟังโอวาทท่านเพยงองค์เดียว..ผู้เฒ่าหมู่นี่ไม่ใช่ย่อย ๆ วินัยบุพพสิกขามหาขันธ์นี้จำได้หมดทุกตัว ยังกับท่องเอาไว้ แต่ท่านไม่ได้สอนนักธรรมนะ นักธรรมตรีก็ไม่ได้ แต่ความรู้เรื่องบาลีและวินัยนี่เก่งมาก

 

          การเรียนพระธรรมวินัยจากครูบาอาจารย์โดยตรง นอกจากขยันอ่านแล้ว ครูบาอาจารย์ก็ยังขยันเทศน์ด้วย...ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขามาทิ้งระเบิด ตำรวจเอาท่านไปไว้วัดลาดพร้าว เมื่อก่อนวัดลาดพร้าวเป็นท้องน้ำตั้งแต่ประตูน้ำไป เป็นทุ่งนาทั้งนั้น

 

 

สายทางแห่งศรัทธา

ครูบาในวัดให้คนละบาท รวมแล้วเป็น ๒๑ บาท

          หลวงพ่อไปจากอุบลฯ จะไปกรุงเทพฯ มีสตางค์ ๒๑ บาท หลวงตาพร สุมโน กับหลวงพ่อบุญ ชินว์โส ให้ ๘ บาท อาจารย์มหาบุญมี สิริธโร ให้ ๔ บาท เป็น ๑๒ บาท แล้วก็ยายตุ่นแม่ยายของเสียตุ๊ให้ ๒ บาท พี่ประกอบให้ ๒ บาท ครูบาในวัดให้คนละบาท รวมแล้วเป็น ๒๑ บาท เป็นค่ารถไฟ รถด่วนชั้น ๒ นั่น ๙ บาทสลึง ชั้น ๓ ไม่มี มีแต่ชั้น ๒ แต่พระมีส่วนลดเหลืออยู่ ๗ บาทสลึง

 

          ไปถึงโน่นไปชื้อเสื่อผืนหนึ่ง หมอนใบหนึ่ง มุ้งหลังหนึ่ง แล้วก็ปากกาเชฟเฟอร์น้อยอีกด้ามหนึ่ง แล้วก็หนังสือธรรมบทจบหนึ่ง แล้วก็แปลจบหนึ่ง ยังมีสตางค์เหลือ สมัยก่อนถือตังค์ไปตลาดซื้อของนี้ต้องเอาเข่งไป

 

 

อุปัชฌาย์ไม่ยอมรับเข้าอยู่ในสำนัก

เราไม่ยอมถอย จะไปตายดาบหน้า

          ไปตอนแรกเจ้าคุณอุปัชฌาย์

 

          “ไม่รับล่ะ มันต้องติดต่อมาก่อนซิ กลับไปเมืองอุบลฯ ของเก่านั่น ทีหลังต้องติดต่อมาก่อน”

 

          เราก็เลยงอแงท่านตามประสาเด็ก เรียนท่านว่า เราไม่ยอมถอย จะไปตายดาบหน้า

 

          พอท่านได้ยินคำพูดคำนี้.. เรียกเอาฎีกา เอามา..

 

 

โดนไล่ไม่ให้เดินตามบิณฑบาต

ถ้าไม่ให้เดินตาม เอ้า! ไม่เดินก็ไม่เดิน

          ไปเรียนหนังสือ พระมหา... เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษเคยเป็นอาจารย์สอนบาลีอยู่เมืองอุบลฯ พอเราไปกรุงเทพฯ ก็ไปเจอกันอีก เห็นว่าครูบาอาจารย์กำลังเดินบิณฑบาตอยู่ ก็เดินตาม ไปได้ ๒-๓ วัน เรียกไป..

 

          “ข้าไม่ให้เดินตาม”

 

          เอ้า! ไม่เดินก็ไม่เดิน ทีนี้เราก็พอรู้ทางบ้าง พอดีบ้านโยมบวชนี่ท่านออกมาใส่บาตร ท่านเห็นเรา พอเห็นแล้วชอบใจ ก็เลยนิมนต์ให้ไปรับบาตรที่บ้าน เดินผ่านไปให้ใคร ๆ ออกมาใส่บาตร

 

          ภายหลังชาวบ้านที่เขาเคยใส่บาตร เขาเห็นพระไปเพิ่มอีกองค์หนึ่งเป็น ๒ องค์ เขาก็ดีใจ

 

          โดนหมู่ไล่อีก

 

          มันก็มาคิด พระกรุงเทพฯ นี้ขนาดนี้เชียวหรือ บิณฑบาตร่วมทางก็ไม่ได้

 

          ทีนี้ภายหลังมานี้ ท่านมหา... มาอ้อนวอนเราให้ไปอยู่เป็นเลขาฯ เราก็ไม่ไป

 

          ไปทีนะ จะขอให้เป็นพระครู อย่างนั้นอย่างนี้

 

          เราบอกว่า

         “ไม่ไป ขนาดข้าวบิณฑบาตทัพพีเดียวท่านยังแบ่งให้ผมกินไม่ได้ ยศฐาบรรดาศักดิ์เหล่านี้ท่านจะให้ผมได้อย่างไร ผมไม่ไป”

 

 

เจอเณรนักเลง

เราบวชมีผ้าเหลืองแล้วจะมาชกต่อยกันได้อย่างไร

          เมื่อก่อนนี้เข้าไปอยู่กรุงเทพฯ ทีแรกไปบิณฑบาตเขามองหน้า ท่านเป็นไทยหรือเป็นลาว เขายังถามอยู่เลย ใจมันคิด ภาวนาไป ๆ มันหลงทิศหลงแดน นึกว่าตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จะปฏิวัติแบ่งแยกดินแดนโน่นเด่ มันคิดไป ไป ๆ มา ๆ เอ้า ทีจะได้สติ ไปเจอเพื่อนคนหนึ่งมันเป็นนักเลงโต เป็นเณรเหมือนกัน มันชวนต่อย มันชวนชกกัน กลัวมัน กลัวมันด้วย กลัวผ้าเหลืองด้วย เราบวชมีผ้าเหลืองแล้วจะมาชกต่อยกันได้อย่างไร มันนึกในใจ มาตอนนั้น มันก็ได้สติคืนมา ความยิ่งใหญ่ทั้งหลายทางตัว มันก็หายหมด ไอ้เพียงแค่ไอ้นี่คนเดียวนี้ เรายังไม่กล้าสู้มัน แล้วจะไปคิดแบ่งแยกดินแดนได้อย่างไร มันก็เลยหาย

 

พบสูตรการทำสมาธิในห้องเรียน

เราจะเอาตัวอาจารย์นี้แหละเป็นดวงกสิณสำหรับเพ่ง

          หลักและวิธีการอันนี้เป็นสูตรที่หลวงพ่อทำได้ผลมาแล้วตั้งแต่เป็นสามเณรเรียนหนังสือ หลวงพ่อถือหนังสือเดินท่องไปท่องมาแบบเดินจงกรม อาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ ลูกศิษย์ต้นของหลวงปู่มั่น ท่านเห็นก็ทักว่า

          “เณร ถ้าจะเรียนก็ตั้งใจเรียน จะปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติ อย่าจับปลาสองมือ มันไม่สำเร็จหรอก”

          ทีนี้พอได้ยินคำพูดของท่าน หลวงพ่อก็มาคิดว่า

 

          เอ! เราจะทำสมาธิพร้อมกับการเรียนไปนี้ไม่ได้หรือ เพราะการทำสมาธิคือการทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก เวลาเราไปเรียนหนังสือ การเรียนมันก็เป็น สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ

 

          ก็ไปนึกถึงหลักของการเพ่งกสิณ กสิณนี้ มันมี กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ อากาศ วิญญาณ ทีนี้ในตัวอาจารย์นี้มีพร้อมทุกอย่าง ดินก็มี น้ำก็มี ไฟก็มี ลมก็มี อากาศก็มี วิญญาณก็มี เราจะเอาตัวอาจารย์นี้แหละเป็นดวงกสิณลำหรับเพ่ง

 

          พอเข้าไปในห้องเรียน อาจารย์มายืนหน้าห้องปั๊ป เพ่งสายตาไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปที่ตัวอาจารย์ จ้องอยู่อย่างไม่ลดละ ในตอนแรก ๆ การเพ่งนี่มันสับสนวุ่นวายหน่อย เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ แต่เมื่อฝึกไปจนคล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว ทีหลังพอเห็นใครต่อใครนอกจากอาจารย์ของตัวเอง มันก็เพ่งเอาเพ่งเอา จ้องเอา จ้องเอา

 

          ทีนี้เวลาอาจารย์มายืนหน้าห้อง ไม่ตั้งใจส่งสายตาและส่งจิตไปอย่างที่เคย แต่มันเป็นโดยอัตโนมัติ บางทีถึงขนาดอาจารย์ตวาดเอาหาว่าไปจ้องท่าน พอเรียนท่านว่า

 

          “ผมฝึกสมาธิโดยเอาตัวของอาจารย์เป็นเป้าหมายของจิตใจและสายตา ผมต้องกราบขออภัยด้วย”

          ท่านก็บอกว่า

          “ถ้าเธอฝึกสมาธิก็เชิญจ้องฉัน ให้แหลกละเอียดไปฉันก็ไม่ว่า”

 

        ในตอนแรกความรู้สึกและสายตามันไปอยู่ที่ตัวอาจารย์ เพราะภายหลังนี้สายตาอยู่ที่ตัวอาจารย์ ความรู้ทางจิตมันนิ่งมาเตรียมพร้อมอยู่ในตัวของเราเอง มาตอนนี้สิ่งแปลก ๆ ที่มันเกิดขึ้น พออาจารย์สอนไป พอท่านพูดจบประโยค จิตของเรามันคาดการณ์ล่วงหน้าว่าต่อไปเขาจะพูดอะไร เวลาไปสอบพออ่านคำถามจบ จิตมันก็วูบวาบลงไป คำตอบมันก็ผุดขึ้นมา เวลาจะไปสอบจริงนี่ นอนกลางคืนนี้มันรู้แล้ว เขาจะออกอะไรมาให้เราสอบ ตั้งแต่วิชาแปลบาลี สัมพันธ์บาลี หลักภาษาบาลีไวยากรณ์นี่รู้ก่อนหมด

          พอตื่นเช้ามา ไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็เรียกให้ไปซ้อมเสียจนจำได้ พอไปถึงมันออกมาจริง ๆ แล้วเวลาไปสอบก็เขียนเอา ๆ ระวังว่ามันจะตกหล่นแค่นั้นเอง นี้คือผลที่หลวงพ่อได้ปฏิบัติมาแล้ว มันได้ผลอย่างนี้

 

 

เป็นมหาเณร

เราแปลปีเดียวสอบเปรียญธรรม ๓ ประโยคได้

          ทีนี้พอเราไปเรียนแปลธรรมบทอยู่ เรียนบาลีแล้วก็แปลธรรมบท ปกติเขาแปลอย่างน้อย 1 ปี เขาถึงจะสอบได้ เราแปลปีเดียวสอบเปรียญธรรม ๓ ประโยคได้ ทำไมจึงสอบได้ เพราะมันรู้ข้อสอบล่วงหน้า พอมันรู้แล้วก็ท่องเอาจนได้ไปสอบมันก็ได้ ภายหลังมาปรารภ..เฮ้อ..แบบนี้ไม่มีหนังสือให้เรียนแล้ว

 

          เราก็เรียนเก่งจริง ๆ แต่ว่าชะตากรรมมันไม่เข้าข้าง มาเป็นวัณโรค มันกำเริบมากขึ้น ทีนี้มาคิดย้อนหลัง คนเรานี่ จะอยู่ในฐานะอย่างไรก็ตาม ขอให้มีใจเข้มแข็ง กล้าสู้ แม้จะกำเนิดมาจากตระกูลขอทานมันก็เอาดีได้ ถ้าตั้งใจจริง ฐานะของหลวงพ่อนี่มันเทียบเท่ากับเด็กขอทานกลางบ้าน

 

 

 

พรรษาที่ ๑ - ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๘๖)

จำพรรษา ที่

วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร อำเภอปทุมวัน กรุงเทพฯ

อุปสรรคในการอุปสมบท

บวชเณรแล้วไม่มีใครบวชพระให้

          รายที่ ๑  พระสีหสิทธิโยธา ขอรับเป็นเจ้าภาพอุปลมบทให้ แต่เป็นอันต้องล้มเลิกไปเพราะท่านเจ็บไข้ได้ป่วย

 

          รายที่ ๒  มาขอรับเป็นเจ้าภาพบวชพระให้ พอถึงใกล้ๆ วันจะบวช กลับคำบอกว่าไม่พร้อม

 

          รายที่ ๓  มาขอรับเป็นเจ้าภาพ แต่มีเหตุต้องล้มเลิกเพราะสวนทุเรียนเกิดถูกน้ำท่วม เลยเป็นเจ้าภาพไม่ได้

 

          รายที่ ๔  ดร.ประจวบ บุนนาค รมต.กระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้น และภริยา (คุณหญิงประชง บุนนาค) เจาะจงขอบวชเณรพุธนี้ พระผู้ใหญ่ สั่งเณรรูปอื่นให้ แต่เจ้าภาพไม่ยอม ในที่สุดก็ได้บวชให้เณรพุธ เป็นพระโดยสมบูรณ์แบบ

 

          อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ พระอุโบสถวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร อำเภอปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นอุปัชฌาย์ มีพระครูปทุมธรรมธาดา (บุญมั่น มนฺตาสโย) ภายหลังดำรงตำแหน่งพระธรรมปาโมกข์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายามคธ ว่า “ฐานิโย” และอยู่จำพรรษา ณ ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติธรรมและปรนนิบัติเพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณพระอาจารย์เรื่อยมาจน สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ อุบัติขึ้น จึงได้เดินทางอพยพเป็นการหลบภัยตามคำสั่งของรัฐบาลในสมัยนั้น

 

 

 

เป็นพระที่แท้จริง

ไม่ต้องไปสนใจกับสิ่งที่ไม่ใช่กิจของพระ

 

          มาบวชเป็นพระ ก็ขอให้ทำหน้าที่ของพระไม่ขออะไรมาก ขอให้ทำวัตรเช้าเย็น สวดมนต์ นั่งสมาธิให้ได้มากที่สุด ให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาด แค่นี้ก็พอแล้ว

 

          ถ้าเราเป็นพระ แล้วละเว้นข้อปฏิบัติอันนี้ อะไร ๆ ก็หมดความหมาย ไม่ต้องไปสนใจกับสิ่งที่ไม่ใช่กิจของพระ เพียงแค่รักษาศีล วินัยสิกขาบท ให้มั่นคงเคร่งครัด อย่าชิงสุกก่อนห่าม และที่สำคัญนั้นก็คือ จริงใจ อดทน และรับผิดชอบ เราก็จะเป็นพระแบบสมบูรณ์และเต็มภูมิแห่งความเป็นพระ

 

 

พระอุปัชฌาย์จิตใจท่านอาจหาญ

ถ้าเราตายจริง เราไปเกิดเอาใหม่ดีกว่า

          เมื่อจิตยอมรับรู้สภาพความเป็นจริงก็จะรู้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ ใครจะพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม เขาก็จะมีสภาพเป็นไปตามธรรมชาตินั้น เมื่อจิตยอมรับแล้ว ผู้พิจารณารู้ทันแล้ว จะไม่รู้สึกตื่นตกใจ ในเมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเกิดขึ้น ถ้าหากยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่หมดกิเลส เพราะอาศัยความดีที่เรารู้ทันความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราก็จะไม่หวาดหวั่นต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ก็แสดงว่าผู้นั้นมีใจเป็นพื้นฐานที่มั่นคงด้วยคุณธรรม ถ้าหากมันจะเกิดมีการตายขึ้นมา และยังมีกิเลสอยู่ เพราะเชื่อว่าเราจะต้องมาเกิดใหม่อีก เขาจะมีความภูมิใจขึ้นมาว่า ดีเหมือนกัน ตายไปแล้วจะได้ใช้ชาติ ใช้ภพ ให้มันหมดลิ้นไป ตายไปแล้วจะได้เกิดดีกว่าเก่า

 

          อย่างเช่นพระอุปัชฌายะของหลวงพ่อ อยู่ที่วัดสระปทุม ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู) คู่ของท่านอาจารย์เสาร์ ตอนนั้นเขามาทิ้งระเบิด ท่านไม่ยอมลงไปสู่ที่หลบภัย ท่านก็นั่งอยู่บนกุฏิของท่าน ตำรวจต้องมาอุ้มเอา ท่านก็ถามว่า

 

          “จะเอาฉันไปไหน”

          ตำรวจก็บอกว่า “เอาไปหลบภัย”

          “ภัยที่ไหน”

          ตำรวจบอกว่า “เขาจะมาทิ้งระเบิด”

          ท่านบอกว่า “มาทิ้งระเบิด ตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า”

 

          ท่านว่าอย่างนั้น อันนี้คือท่านผู้มีความมั่นใจในคุณความดีที่ท่านได้บำเพ็ญมา เพราะฉะนั้น เราทุกคนที่เราหวั่นกลัวสารพัด กลัวต่อเหตุการณ์ของโลก กลัวต่อเหตุการณ์ส่วนตัว กลัวต่อภัยของบ้านเมือง ที่เราต้องกลัวอย่างนั้น เพราะเหตุว่า เรายังมีความดีหรือยังไม่เชื่อมั่นว่ามีความดีพอเพียงที่จะช่วยอุดหนุนวิญญาณของเราให้ไปสู่สุคติได้ เพราะฉะนั้นเราจึงกลัว

 

          หากเรามีความดีพร้อม ก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัว ไฟนรกก็ไม่น่ากลัว อะไร ๆ ก็ไม่น่ากลัวทั้งนั้น ถ้าเรามั่นใจว่า ถ้าเราตายจริง เราไปเกิดเอาใหม่ดีกว่า เหมือนเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อท่านว่า มันก็หมดกลัวกันเท่านั้นเอง

 

 

หลวงปู่เสาร์มรณภาพ

นำเราไปยังอุโบสถเลย เพราะเราจะไปตายที่นั่น

          ...เมื่อออกพรรษาทุกปี หลวงปู่เสาร์จะพาออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลีผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุอีกทุกปี

 

          เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่าย หลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมา โฉบเอารังผึ้งซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาใกล้ ๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รุมกัดต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันบินหนีไป

 

          ตั้งแต่นั้นมา หลวงปู่เสาร์ก็อาพาธมาโดยตลอด พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้ไปวิเวกทางด้านปากเซ หลี่ผี จำปาศักดิ์ แต่ไปคราวนี้หลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านจึงสั่งให้หลวงปู่บัวพาและคณะศิษย์นำท่านกลับมาที่วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว โดยมาทางเรือ ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ท่านนอนบนแคร่ในเรือประทุน หลวงปู่ เสาร์หลับตานิ่งมาตลอด เพราะตอนนั้นท่านกำลังอาพาธหนัก อันเกิดจากผึ้งที่ได้ต่อยท่านตอนที่อยู่จำพรรษาที่วัดดอนธาตุ

 

          เมื่อถึงนครจำปาศักดิ์แล้ว ท่านลืมตาขึ้นพูดว่า

          “ถึงแล้วใช่ไหม ให้นำเราไปยังอุโบสถเลย เพราะเราจะไปตายที่นั่น”

          หลวงปู่บัวพาจึงได้นำหลวงปู่เสาร์เขาไปในอุโบสถ แล้วหลวงปู่เสาร์สั่งให้เอาผ้าสังฆาฏิมาใส่ แล้วเตรียมตัวเข้านั่งสมาธิ ท่านกราบพระ ๓ ครั้ง พอกราบครั้งที่ ๓ ท่านนิ่งงันโดยไม่ขยับเขยื้อน

          นานเท่านานจนผิดสังเกต หลวงปู่บัวพาและหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เอามือมาแตะที่จมูกท่าน ปรากฏว่าท่านหมดลมหายใจแล้ว ไม่ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมรณภาพไปเวลาใด แต่พอสันนิษฐานได้ว่า ท่านมรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบ

          ท่านจึงพูดขึ้นกับหมู่คณะ (ซึ่งตอนนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่และพระเณรมานั่งดูอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์) ว่า

          “หลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว”

 

          ข่าวการมรณภาพ ก็แพร่กระจายไปเรื่อย ๆ จนทางบ้านเมือง ญาติโยม พระเณร ชาวนครจำปาศักดิ์ขอทำบุญอยู่ ๓ วัน เพื่อบูชาคุณขององค์หลวงปู่ พอวันที่ ๔ บรรดาพระเถระ ญาติโยมชาวอุบลฯ จึงได้มาอัญเชิญศพขององค์หลวงปู่ไปวัดบูรพาราม จังหวัดอุบลฯ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคยอยู่มาก่อน

 

          ปีที่หลวงปู่เสาร์มรณภาพคือปี พ.ศ. ๒๔๘๔ (วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๔ อายุ ๘๒ ปี ๓ เดือน ๑ วัน)

 

          ออกพรรษาแล้ว ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จึงได้จัดพิธีถวายเพลิงศพของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในงานนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาเป็นประธาน แต่ผู้ดำเนินงานคือพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ในวันถวายเพลิงศพ นอกจากศพของหลวงปู่เสาร์แล้ว ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อีก ๓ รูป ที่มีการฌาปนกิจในวันเดียวกันคือ

          ๑. ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน)

          ๒. พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล

          ๓. พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร)

         รวมเป็น ๔ กับองค์หลวงปู่เสาร์ วันเช่นนี้นี่จึงเป็นวันที่มีการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี

(คัดจากหนังสือประวัติหลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส)

 

 

หลวงปู่มั่นเทศน์งานศพหลวงปู่เสาร์

ลูกศิษย์พระอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติอย่างพระอาจารย์มั่นปฏิบัติ

          จำได้ว่างานศพหลวงปู่เสาร์ ตอนนั้นหลวงพ่อบวชเป็นพระได้พรรษาหนึ่ง อยู่วัดสระปทุม ใครต่อใครเขาก็ไปกัน แต่พระอุปัชฌาย์ให้หลวงพ่อเฝ้ากุฏิ เลยไม่ได้ไปกับเขา พอพระอุปัชฌาย์ท่านไป กลับมาก็มาเทศน์ให้ฟัง

       ...เจ้าคุณปัญญาพิศาลเถรกับหลวงปู่เสาร์นี่ท่านให้คำมั่นสัญญากัน ถ้าใครตายก่อนให้ไปทำศพ หลวงปู่เสาร์ตายก่อนจึงทำที่วัดบูรพาฯ

 

          และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพลงแล้วก็ได้ฌาปนกิจคือ ถวายพระเพลิงเผาศพของท่านอาจารย์เสาร์ ในงานนั้นท่านอาจารย์มั่นก็ไปร่วมในงานด้วยในฐานะที่ท่านก็เป็นอันเตวาสิกของท่านอาจารยเสาร์ ซึ่งอยู่ในระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

 

          ในขณะที่ท่านแสดงธรรม ท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรมว่า "เมื่อสมัยท่านอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนเรา บัดนี้ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่เราพระอาจารย์มั่น จะเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนหมู่ในสายนี้ต่อไป ดังนั้น ท่านผู้ใดสมัครใจเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น

 

          ถ้าใครไม่สมัครใจหรือปฏิบัติตามไม่ได้ อย่ามายุ่งกับท่านอาจารย์มั่นเป็นอันขาด ทีนี้ถ้าเราคืออาจารย์มั่นตายไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่ท่านสิงห์นั่นแหละ พอจะเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนหมู่ได้"

 

          ท่านเทศน์ไว้อย่างนี้จำไว้นะ ไม่ทราบว่าสหธรรมิกซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นจะจำได้หรือเปล่า ถ้าหากจำได้ก็ขออภัยด้วย ถ้าหากจำไม่ได้ก็ลองเอาไปคิดเป็นการบ้านดูซิว่า ปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติอย่างไร แล้วเราควรจะดำเนินตามแนวทางของท่านอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น

 

          ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า สมัยที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ยังอยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เราอนุโลมตามความต้องการของชาวโลกแทบจะไม่ปรกฏ แม้แต่การทำบุญมหาชาติ การจัดงานวัดมีมหรสพต่าง ๆ เราไม่เคยมี มาสมัยปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์ก็เป็นนักธุรกิจไปกันเสียไม่ได้หยุดจากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือไปเที่ยวโปรดญาติโยม

 

          แต่ไม่แน่นักว่าไปเที่ยวให้ญาติโยมโปรด หรือไปโปรดญาติโยมกันแน่ก็ไม่ทราบ อันนี้ก็คือของฝากให้ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ได้นำไปพิจารณาเป็นการบ้าน

 

 

คำสอนหลวงปู่มั่น

พรรษาที่ ๓ - ๕ (พ.ศ. ๒๔๘๗ - ๒๔๘๙)

จำพรรษา ที่

วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ป่วยเป็นวัณโรค

 นอนไม่หลับ ๗ วัน ๗ คืน หลวงปู่ฝั้นชวนไปนั่งฟังเทศน์

          หลวงพ่อเริ่มป่วยเป็นวัณโรคก็ท้อใจ นอนไม่หลับ ๗ วัน ๗ คืน หลวงปู่ฝั้นท่านชวนไปนั่งฟังเทศน์ก็ปฏิเสธบอกว่าง่วงนอน

          “นอนฟังได้ไหมหลวงปู่”

 

          พอบอกว่าได้ เราก็ได้ใจ นอนฟัง ไม่รู้ว่าท่านหนีไปแต่เมื่อไร ตื่นอีกที ๘ โมงเช้า ทีนี้พอปฏิบัติได้แล้ว ได้สมาธิ รู้บางสิ่งบางอย่างมันก็ภูมิใจการปฏิบัติ สมาธิมันเป็นเรื่องของจิตของใจ เราตั้งสมาธิรู้จิตรู้ใจคือการปฏิบัติสมาธิ ที่นี่คนที่เขาแข็งแรงเขาเดินจงกรมได้ เขานั่งสมาธิได้ เรามัวแต่นอนสมาธิอย่างเดียว เดินก็ไม่ไหว นอนกำหนดรู้จิต บางทีเรารำคาญ เราก็สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร พอสวดไปสวดมามันหลับ ทีนี้พอมันหลับ จิตมันหลับที่ตรงไหน จิตก็ท่องอยู่กับประโยคสุดท้ายนั่นแหละ พอตื่นขึ้นมาก็สวดต่อ

 

          บางทีก็จะคิดอยากตายท่าเดียว ไป ๆ มา ๆ จิตมันนึกขึ้นมาว่า ก่อนจะตายเราควรจะได้รู้ก่อนว่าความตายมันคืออะไรกันแน่ ก็พยายามเร่งฝึกสมาธิหามมืดหามค่ำ ในที่สุดมันก็รู้เห็นความตาย

 

หัดตายเมื่ออายุ ๒๒ ปี

ภาวนาลูกเดียว ภาวนาจนกระทั่งตัวหาย เหลือแต่จิตดวงเดียวสว่างไสวอยู่

          หลวงพ่อป่วยเป็นวัณโรคที่เมืองอุบลฯ เมื่ออายุ ๒๒ ปี ภาวนาลูกเดียว ภาวนาจนกระทั่งตัวหาย พอตัวหายบ่อย ๆ ใจมันก็ทะนงขึ้นมา โรคภัยไข้เจ็บมันเป็นที่กาย มันไม่ได้เป็นที่ใจ ภายหลังมา ถ้ามันหงุดหงิดรำคาญเพราะความเจ็บป่วย ใจมันมักจะนึกว่า ฉันไม่ได้จ้างแกมาเกิด ไม่ได้จ้างแกมาตาย อยากตายก็เชิญเลย มันท้าทายอย่างนี้ มันก็สบาย บางทีก็ลองตายเล่น ๆ ลองดู

 

          วิธีตายเล่น ๆ นี้ทำยังไง

 

          ภาวนาจนกระทั่งจิตมันสงบ ร่างกายตัวตนหายไปหมด เหลือแต่จิตดวงเดียวสว่างไสวอยู่ อันนี้เขาเรียกว่าตายเล่นหรือหัดตายก่อนที่เราจะตายจริง

 

          เมื่อเราตายมันก็มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกัน ถ้าจิตมันเข้าสมาธิ มันไม่สัมพันธ์กับร่างกาย มันแยกตัวออกไปอยู่ต่างหาก นั่นคือตาย แต่ในช่วงนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเราตาย คนเราทุกคนตายไม่รู้ตัวว่าตัวตาย ฉะนั้นบางคนไม่รู้ว่าตัวตาย ยังไม่ได้ไปไหน บุญบาปยังไม่ให้ผล จึงไปเที่ยวเคาะประตูบ้าน ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ อยู่นั่น เขาถือว่าเขาเป็นคนอยู่

 

          คนตายธรรมดา พอวิญญาณออกจากร่าง มีตัวตนเดินออกหนีไป ถ้าอยู่ในสมาธิละเอียด มีแต่จิตวิญญาณลอยออกไปเป็นดวงสว่าง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติสมาธิคือการหัดตายเอาไว้ก่อนที่เราจะตายจริง

 

          การพักผ่อนในสมาธิมีคุณค่ากว่าการนอนหลับธรรมดา เมื่อก่อนนี้อยู่กับหลวงปู่เสาร์ ท่านนอนดึ้ก..ดึก แต่เสร็จแล้วเรานอนก่อนท่าน ท่านตื่นก่อนเราทุกที

 

          ถาม หลวงปู่นอนวันละกี่ชั่วโมง

          บางทีชั่วโมงเดียว บางทีก็ ๒ ชั่วโมง บางที ๓ ชั่วโมง แต่ไม่เคยเกิน ๓ ชั่วโมง

         เรียนถามท่านว่า อยู่ได้ยังไง

          ท่านตอบว่า อยู่ได้ เพราะท่านเข้าสมาธิ

 

 

หลวงปู่ฝั้นสอนให้พิจารณาอริยสัจ

เจ้าไปนั่งภาวนาโน่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ เจ้าเขียนเสือหลอกตัวเอง

 

          ตอนหลวงพ่อป่วยเป็นวัณโรค หลวงปู่ฝั้นท่านว่า

          “เจ้าไปนั่งภาวนา โน่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ เจ้าเขียนเสือหลอกตัวเอง ให้เจ้าไปนอนดูทุกข์ จนกระทั่งมันรู้ความจริง”

          ตอนที่อยู่ที่วัดบูรพาฯ นี่ หลวงพ่อหลอกเอายาเมดินาลจากยายไหว ขอวันละ ๒ เม็ด ๆ ๆ เอามาสะสมไว้ได้ตั้งกำมือหนึ่ง วันนั้นมันเกิดหงุดหงิดขึ้นมา จะกินยาเมดินาลให้มันหลับไป มือหนึ่งถือแก้วน้ำ มือหนึ่งถือยา ทีนี้พอตั้งใจจะเอาจริง แทนที่มุ่งมั่นจะขึ้นมาข้างบน มันกลับอ่อนลง น้ำก็หก ยาก็หก แล้วความรู้มันเกิดขึ้นมาว่า ก่อนที่ท่านจะตาย ท่านรู้หรือยังว่าความตายคืออะไร จิตมันบอกอย่างนี้

 

ดูสิ่งที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน อย่าไปไขว่คว้าอะไร

 

          หลวงพ่อป่วยเป็นวัณโรค หลวงปู่ฝั้นท่านสอนว่าอย่างนี้

 

         ทุกขํ อริยสจฺจํ ทุกข์มันปรากฏแก่เธออยู่ทุกลมหายใจ เธอไม่ต้องไปคิดพิจารณาอะไรมันหรอก ให้กำหนดสติรู้สิ่งที่มันมีอยู่ในกายในใจ เวลานี้ปอดของเธอเป็นวัณโรค มันเป็นจุดเกิดของทุกข์ จิตของเธอไปยึดอยู่ที่ปอด เพราะเธอป่วยที่ปอด แต่ความทุกข์มันจะเกิดที่จิต ความเจ็บปวดเกิดที่กาย แต่จิตไปรับรู้ มันก็เลยกลายเป็นความปวดความเจ็บป่วย เพราะฉะนั้น ให้ดูสิ่งที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน อย่าไปไขว่คว้าอะไร

 

          (หลังจากนั้นประมาณปีเศษ หลวงพ่อจึงนิมิตเห็นความตาย)

 

วัณโรคหาย

ก่อนจะตายเราควรจะรู้ก่อนว่า ความตายคืออะไร

          ในที่สุดวัณโรคมันก็หาย แต่เวลามันจะหายจริง ๆ นี้ มันก็มาอาศัยสมาธิของเรานี้แหละ ที่เราปฏิบัติกันอยู่ คือว่าอยู่มาวันหนึ่ง จิตมันก็นึกขึ้นมาว่า เราป่วยเป็นวัณโรคนี้ ไหน ๆ เราก็จะตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนจะตาย เราควรจะรู้ก่อนว่า ความตายคืออะไร

 

          วันนั้นตั้งใจนั่งสมาธิดูความตายตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี ๓

 

          การปฏิบัติด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากมี อยากเป็น กิเลสมันไปปิดบัง เราปฏิบัติด้วยความอยาก แม้แต่จิตสงบมันก็ไม่มี เมื่อจิตไม่สงบ มันก็ไม่รู้เห็นความตาย จนกระทั่งถึงตี ๓ รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยพอสมควร พอเรามาคิดว่า โอ๊ย! วันนี้ไม่ไหวแล้ว ก็ไปยึดลมหายใจไม่ลดละ มันตามลมออกตามลมเข้าอยู่อย่างนั้น จิตมันก็รู้เฉยอยู่ตามธรรมชาติของมัน ลมหายใจก็หายใจอยู่ตามธรรมชาติ

 

          มันมองเห็นลมวิ่งออก วิ่งเข้าเป็นท่อยาวเกลียวเหมือนหลอดไฟนีออน มันวิ่งตั้งแต่ปลายจมูกลงมาถึงสะดือ มันวิ่งอยู่อย่างนี้ บางทีมันก็วิ่งออกข้างนอก แล้วก็วิ่งเข้ามาข้างในสลับกัน แล้วในที่สุด พอมันออกข้างนอก มันก็หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นไปเบื้องบน ความสว่างไสวมันก็เกิดขึ้น พอไปถึงเบื้องบนแล้วมันก็ย้อนกลับมา คล้าย ๆ กับว่ามันจะไปข้างหน้า มันก็ห่วงหลัง จะอยู่หลังก็อยากไปข้างหน้า มันย้อนขึ้นย้อนลงอยู่อย่างนั้น ในที่สุดมันก็ตัดสายสัมพันธ์ขาดไป แล้วหมุนเป็นเกลียวขึ้นไป แล้วสายสัมพันธ์นี้มันขาด

 

หน้าก่อนนี้    หน้าต่อไป


แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 04:43 น. )
 
 


Joomla 1.5 Templates by Joomlashack